เทคนิคทาสีโครงสร้างเหล็กกันสนิมให้ทนทานยาวนานด้วย SikaCor®-950 F
งานเหล็กที่อยู่ในพื้นที่ชื้น ใต้ดิน ใต้น้ำ ใกล้สารเคมี หรือรับแรงกระแทกบ่อย ไม่ควรเลือกสีทาเหล็กจากคำว่า “กันสนิม” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูระบบเคลือบผิว ความสะอาดของเหล็ก ความหนาฟิล์ม อัตราส่วนผสม และช่วงเวลาทาทับให้ครบ SikaCor®-950 F เป็นสีเคลือบอีพ็อกซี่ 2 ส่วนผสมสำหรับงานหนักที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเหล็กและคอนกรีตในสภาพแวดล้อมรุนแรง เมื่อติดตั้งถูกวิธีจึงช่วยยืดอายุโครงสร้างและลดงานซ่อมซ้ำได้อย่างชัดเจน
SikaCor®-950 F
วัสดุเคลือบผิวเหล็กและคอนกรีตสำหรับใช้งานหนัก เป็นอีพ็อกซี่ผสมวัสดุแร่ธาตุ ปริมาณสารทำละลายต่ำ เหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องการชั้นป้องกันทนน้ำ ทนการขีดข่วน ทนแรงกระแทก และทนสารเคมีในงานอุตสาหกรรม
Quick Answer: ทาสีเหล็กกันสนิมให้ทน ต้องเริ่มจากอะไร?
ถ้าต้องการให้สีโครงสร้างเหล็กกันสนิมอยู่ได้นาน จุดสำคัญที่สุดคือ เตรียมผิวเหล็กให้สะอาดถึงระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 กำจัดสนิม ฝุ่น คราบน้ำมัน และไขมันให้หมด จากนั้นใช้ระบบเคลือบ SikaCor®-950 F 2-3 ชั้น คุมอัตราส่วนผสม A:B ที่ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร และคุมเวลาทาทับตามอุณหภูมิหน้างาน
SikaCor®-950 F ไม่ใช่สีทาเหล็กทั่วไปที่เน้นความสวยงามเป็นหลัก แต่เป็นวัสดุเคลือบอีพ็อกซี่สำหรับงานหนัก ใช้ปกป้องพื้นผิวคอนกรีตและเหล็กในโครงสร้างที่ฝังใต้ดิน ใต้น้ำ งานวิศวกรรมไฮดรอลิก งานถังเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ งานบำบัดน้ำเสีย งานเกษตร และงานอุตสาหกรรมเคมี โดยหน้า Sika Thailand ระบุว่าหลังแห้งและแข็งตัวสมบูรณ์จะให้ผิวที่แข็ง ทนงานหนัก ทนการขีดข่วน ทนแรงกระแทก และทนต่อน้ำกับสารเคมีได้ดีเยี่ยม
ดังนั้นเทคนิคที่ทำให้งานทนไม่ใช่การทาหนาหลายชั้นแบบเดาสุ่ม แต่คือการทำเป็นระบบ: เลือกสินค้าให้ตรงสภาพแวดล้อม เตรียมผิวให้ถึงมาตรฐาน ผสมตามอัตราส่วน ใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับความหนาฟิล์ม และตรวจช่วงเวลาระหว่างชั้นก่อนทาชั้นถัดไป งานที่ทำครบตามนี้มีโอกาสเกิดสนิมใต้ฟิล์ม หลุดร่อน หรือซ่อมซ้ำเร็วน้อยกว่างานที่ข้ามขั้นตอนอย่างมาก
ทำไมโครงสร้างเหล็กถึงเป็นสนิมเร็ว แม้ทาสีแล้ว?
สนิมเกิดเมื่อเหล็กสัมผัสออกซิเจนและความชื้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในหน้างานจริงยังมีตัวเร่งอีกหลายอย่าง เช่น น้ำทะเล น้ำกร่อย น้ำเสีย ไอสารเคมี คราบน้ำมัน ฝุ่นเกลือ ความชื้นใต้ดิน และแรงกระแทกจากการใช้งาน หากสีเคลือบผิวมีรูพรุน มีความหนาไม่พอ หรือยึดเกาะกับเหล็กไม่ดี น้ำและออกซิเจนจะค่อย ๆ แทรกลงไปถึงผิวเหล็ก เกิดสนิมใต้ฟิล์ม แล้วดันสีให้พอง ลอก หรือแตกเป็นแผ่น
ปัญหาที่พบมากในงานซ่อมโครงสร้างเหล็กคือ “สีดูเหมือนปิดสนิทในวันแรก” แต่ไม่ได้แก้สนิมเดิมออกจริง บางงานใช้แปรงลวดขัดเฉพาะจุดที่เห็นชัด ทาทับคราบสนิมละเอียดหรือคราบเกลือที่ยังอยู่ในผิว เมื่อผ่านฝนหรือความชื้นเพียงไม่กี่เดือน สนิมจะกลับขึ้นมาเป็นจุดเดิม เพราะชั้นเคลือบด้านบนไม่ได้ยึดกับเหล็กสะอาด แต่ยึดกับสนิมและสิ่งปนเปื้อนที่หลุดง่าย
สนิม ผงฝุ่น คราบน้ำมัน และไขมันลดการยึดเกาะ ทำให้สีล่อนเร็วแม้ใช้สีคุณภาพสูง
ฟิล์มบางเกินไปทำให้น้ำและสารเคมีผ่านถึงเหล็กได้เร็ว โดยเฉพาะบริเวณขอบ มุม และรอยเชื่อม
เตรียมผิวดี ผสมถูก ทาตามเวลารอ และคุมความหนาฟิล์ม จะช่วยยืดอายุการป้องกันสนิมได้มาก
สำหรับงานโครงสร้างเหล็กที่มีต้นทุนหยุดงานสูง เช่น โรงงาน บ่อบำบัด ถังเก็บ โครงสร้างริมทะเล สะพาน หรือพื้นที่รับสารเคมี การเลือกสีอีพ็อกซี่ทนงานหนักและควบคุมขั้นตอนติดตั้งจึงสำคัญกว่าการดูราคาเฉพาะต่อกระป๋อง เพราะค่าเสียหายจากการลอก ซ่อมซ้ำ หยุดไลน์ผลิต หรือรื้อทำใหม่มักสูงกว่าค่าวัสดุเริ่มต้นหลายเท่า
SikaCor®-950 F คืออะไร และเหมาะกับงานแบบไหน?
SikaCor®-950 F เป็นวัสดุเคลือบผิว 2 ส่วนผสม ประเภทอีพ็อกซี่พร้อมวัสดุผสมจำพวกแร่ธาตุ มีปริมาณสารทำละลายต่ำตามแนวทาง Protective Coatings Directive of German Paint Industry Association (VdL-RL 04) จุดเด่นคือออกแบบมาสำหรับการปกป้องเหล็กและคอนกรีตในสภาพแวดล้อมหนัก ไม่ใช่เฉพาะงานตกแต่งผิวทั่วไป
ในงานเหล็ก เอกสารผลิตภัณฑ์แนะนำระบบ 2-3 ชั้นของ SikaCor®-950 F และในกรณีที่มีการกระแทกหรือการใช้งานเชิงกลหนักมาก สามารถพิจารณารองพื้นด้วย SikaCor® Zinc R ตามระบบที่เหมาะสม โดยควรสลับเฉดสีระหว่างชั้นเพื่อช่วยตรวจสอบความครอบคลุมของการทาแต่ละรอบได้ง่ายขึ้น
| หัวข้อสเปก | ข้อมูลสำคัญ | ความหมายต่อหน้างาน |
|---|---|---|
| ประเภทสินค้า | อีพ็อกซี่ 2 ส่วนผสม สำหรับเคลือบผิวเหล็กและคอนกรีต | ต้องผสม A+B ให้ครบและใช้ภายใน pot life ไม่ใช่สีพร้อมใช้ทั่วไป |
| บรรจุภัณฑ์ | SikaCor®-950 F ขนาด 35 กก. และ 15 กก. | เหมาะกับงานโครงการและงานซ่อมที่ต้องคำนวณพื้นที่ชัดเจน |
| สีสินค้า | สีดำ และสีแดงอ่อน | ใช้สลับสีระหว่างชั้นเพื่อควบคุม coverage ได้ง่าย |
| ความหนาแน่น | ประมาณ 1.9 กก./ลิตร | ใช้ช่วยคำนวณปริมาณและควบคุมฟิล์มเปียก |
| ปริมาณของแข็ง | ประมาณ 75% โดยปริมาตร และ 88% โดยน้ำหนัก | เป็นข้อมูลสำคัญต่อการสร้างความหนาฟิล์มแห้งหลังระเหยตัวทำละลาย |
| ความหนาฟิล์มอ้างอิง | ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน ต่อฟิล์มเปียก 200 ไมครอน | ควรใช้ wet film gauge ตรวจระหว่างทำ ไม่ควรประเมินด้วยสายตา |
| ปริมาณการใช้ | ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. หรือ 2.63 ตร.ม./กก. โดยไม่รวมการสูญเสีย | ต้องเผื่อ loss จากผิวหยาบ ขอบมุม รอยเชื่อม วิธีพ่น และทักษะทีมงาน |
ด้านความทนทานต่อสารเคมี เอกสารระบุว่าสามารถทนต่อน้ำสะอาด น้ำผ่านกระบวนการผลิต น้ำกร่อย น้ำทะเล น้ำเสียจากชุมชน สิ่งปฏิกูล กรดอนินทรีย์และด่างเจือจาง เกลือที่มีฤทธิ์เป็นกลาง น้ำมันแร่ น้ำมันเชื้อเพลิง จาระบี และสารซักล้างได้ แต่สำหรับน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมต้องตรวจสอบเพิ่มเติมตามองค์ประกอบน้ำเสียจริง และไม่ทนต่อน้ำมันเบนซิน-ไฮโดรคาร์บอนกับน้ำมันดิน
ข้อจำกัดสำคัญ: SikaCor®-950 F ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม และกรณีให้สัมผัสน้ำทันทีหลังเคลือบถือเป็นกรณีพิเศษที่ต้องพิจารณาเรื่องตัวทำละลายที่อาจปนเปื้อนน้ำชั่วคราว รวมถึงปรึกษาหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมตามที่เกี่ยวข้อง
เตรียมผิวเหล็กก่อนทา SikaCor®-950 F: ขั้นตอนที่ตัดสินอายุงาน
สำหรับงานเหล็ก เอกสารผลิตภัณฑ์กำหนดให้พ่นขัดทำความสะอาดผิวถึงระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 ผิวต้องปราศจากคราบสกปรก น้ำมัน และไขมัน และมีความลึกผิวเฉลี่ย RZ มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ไมครอน ค่าเหล่านี้สำคัญมาก เพราะสีอีพ็อกซี่ต้องการทั้งความสะอาดและ profile ผิวเพื่อให้ชั้นเคลือบยึดกับเหล็กได้แน่น
ถ้าหน้างานเป็นเหล็กใหม่ที่มี mill scale ผิวดำเงา หรือเหล็กเก่าที่มีสนิมฝังลึก การขัดด้วยกระดาษทรายหรือแปรงลวดมักไม่พอสำหรับงานหนัก เพราะยังเหลือสิ่งปนเปื้อนในร่องผิว การพ่น abrasive blasting ที่ควบคุมมาตรฐานได้จะให้ผลสม่ำเสมอกว่า โดยเฉพาะงานที่ต้องจุ่มน้ำ อยู่ใต้ดิน หรืออยู่ใกล้สารเคมี
- สำรวจเหล็ก: ตรวจสนิมเดิม รอยเชื่อม คมขอบ รูพรุน จุดน้ำขัง และพื้นที่ที่สีเดิมเสื่อมสภาพ
- ล้างคราบปนเปื้อน: กำจัดน้ำมัน ไขมัน เกลือ ฝุ่น และคราบเคมี ก่อนเริ่มพ่นขัด ไม่ควรพ่นทับคราบน้ำมัน
- พ่นขัด Sa 2 1/2: ทำให้ผิวสะอาดและมี profile เหมาะกับการยึดเกาะของชั้นเคลือบ
- จัดการขอบและรอยเชื่อม: ลบคม เก็บ weld spatter และ stripe coat บริเวณเสี่ยงก่อนทาเต็มพื้นที่
- กำจัดฝุ่นหลังพ่น: ดูดฝุ่นหรือเป่าทำความสะอาดให้หมดก่อนเคลือบชั้นแรก
- ทาภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม: หลังพ่นขัดไม่ควรปล่อยเหล็กสัมผัสความชื้นนานจนเกิด flash rust
หลายงานเสียหายเพราะมองข้ามจุดเล็ก ๆ เช่น ขอบคมของเหล็ก รอยเชื่อม น็อต เพลทประกบ และมุมอับ สีมักบางกว่าปกติในบริเวณเหล่านี้ หากไม่มี stripe coat หรือไม่มีการตรวจความหนาฟิล์ม จุดเหล่านี้จะเป็นตำแหน่งแรกที่สนิมกลับมา ดังนั้นงานทาสีเหล็กกันสนิมที่ดีควรเริ่มจาก checklist ผิว ไม่ใช่เริ่มจากการเปิดถังสีทันที
เทคนิคผสม ทา และพ่น SikaCor®-950 F ให้ฟิล์มสม่ำเสมอ
SikaCor®-950 F เป็นวัสดุ 2 ส่วนผสม ต้องกวนส่วนประกอบ A ให้ทั่วก่อน จากนั้นค่อย ๆ เติมส่วนประกอบ B และผสมให้เข้ากันทั้งด้านข้างและก้นถังอย่างน้อย 3 นาที เอกสารแนะนำให้เริ่มกวนช้า ๆ แล้วเพิ่มความเร็วประมาณ 300 รอบต่อนาที เมื่อผสมเข้ากันดีแล้วให้เทลงถังสะอาดและกวนซ้ำช่วงสั้น ๆ เพื่อให้เนื้อวัสดุสม่ำเสมอ
| รายการ | ค่าที่ควบคุม | คำแนะนำหน้างาน |
|---|---|---|
| อัตราส่วนผสม | A:B = 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร | ชั่ง/ตวงตามชุด หลีกเลี่ยงการแบ่งผสมแบบเดาสัดส่วน |
| Pot life | 1.5 ชั่วโมง ที่ +20°C และ 45 นาที ที่ +30°C | อากาศร้อนทำให้เวลาทำงานสั้นลง ต้องจัดทีมและพื้นที่ให้พร้อม |
| ทินเนอร์ | ใช้ Sika® Thinner S เฉพาะที่ระบุ และหากจำเป็นสูงสุด 5% | การเติมทินเนอร์มากเกินไปลดการต้านการไหลย้อยและความหนาฟิล์มแห้ง |
| อุณหภูมิสินค้า | ต่ำสุด +10°C | วัสดุเย็นเกินไปทำให้หนืด พ่นยาก และควบคุมฟิล์มยาก |
| อุณหภูมิผิว | ต่ำสุด +10°C | ผิวต้องสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C เพื่อลดปัญหาความชื้นเกาะผิว |
| ความชื้นสัมพัทธ์ | สูงสุด 85% | ความชื้นสูงในช่วงฟิล์มสดอาจทำให้ผิวเสียหายหรือเกิดลายได้ |
วิธีพ่นจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในการคุมความหนาและความสม่ำเสมอของผิว โดยเอกสารแนะนำเครื่องพ่นไร้อากาศที่มีแรงดันขั้นต่ำ 180 บาร์ ถอดตะแกรงออก ใช้หัวพ่นตั้งแต่ 0.38 มม. หรือ 0.015 นิ้วขึ้นไป มุมพ่นประมาณ 50 องศา เส้นผ่านศูนย์กลางท่ออย่างน้อย 10 มม. และอุณหภูมิวัสดุขั้นต่ำ +15°C
ถ้าใช้แปรงหรือลูกกลิ้งสามารถทำได้ แต่ต้องเข้าใจว่าอาจต้องเพิ่มจำนวนรอบเพื่อให้ได้ความหนาฟิล์มตามต้องการ โดยเฉพาะผิวหยาบ รอยเชื่อม และพื้นที่ขอบมุม ก่อนทำงานใหญ่ควรทดลองบนพื้นที่จริงเพื่อดูการไหลตัว ความหนาฟิล์ม การปิดผิว และหน้าตาผิวหลังแห้ง เพราะวิธีใช้งานมีผลโดยตรงต่อความสม่ำเสมอของชั้นเคลือบ
เคล็ดลับคุมคุณภาพ: ใช้ wet film gauge วัดฟิล์มเปียกระหว่างทา, บันทึกอุณหภูมิและความชื้น, แยกทีม stripe coat สำหรับขอบและรอยเชื่อม, และตรวจสีต่างเฉดระหว่างชั้นเพื่อดูว่าทาครบพื้นที่จริงหรือไม่
เวลาแห้งและเวลาทาทับ: จุดที่ทำให้งานไม่ล่อนระหว่างชั้น
สีอีพ็อกซี่กันสนิมสำหรับงานหนักไม่ได้จบที่การทาชั้นแรกให้สวย แต่ต้องคุมเวลาระหว่างชั้นให้เหมาะสม หากทาทับเร็วเกินไปอาจกระทบการระเหยและการเซ็ตตัวของชั้นล่าง หากทิ้งนานเกินช่วงสูงสุด ผิวอาจสูญเสียความสามารถในการยึดเกาะกับชั้นถัดไป เอกสารระบุว่าหากเกินเวลารอสูงสุด ต้องกระตุ้นผิวด้วยการพ่นผ่านหรือ sweep blasting และกำจัดฝุ่นก่อนทาชั้นต่อไป
| อุณหภูมิ | เวลารอขั้นต่ำก่อนทาทับ | เวลารอสูงสุด | ข้อสังเกต |
|---|---|---|---|
| +10°C | 30 ชั่วโมง | 72 ชั่วโมง | อุณหภูมิต่ำทำให้รอนานขึ้น |
| +15°C | 24 ชั่วโมง | 60 ชั่วโมง | เหมาะกับงานที่ควบคุม schedule ได้ |
| +20°C | 12 ชั่วโมง | 48 ชั่วโมง | ค่าอ้างอิงที่ใช้บ่อยในเอกสาร |
| +25°C | 8 ชั่วโมง | 36 ชั่วโมง | อากาศอุ่นทำให้แห้งเร็วขึ้น |
| +30°C | 6 ชั่วโมง | 24 ชั่วโมง | ต้องบริหาร pot life และเวลาทาทับอย่างใกล้ชิด |
ที่ +20°C เอกสารระบุว่าแห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งจนจับ/ใช้งานต่อได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งสมบูรณ์ประมาณ 7 วันเมื่อมีการระบายอากาศดี หากอุณหภูมิต่ำกว่า +10°C การบ่มยังเกิดขึ้นได้ แต่ต้องใช้เวลานานกว่าเดิม ดังนั้นงานที่ต้องสัมผัสน้ำ สารเคมี หรือเปิดใช้งานเร็วควรวางแผนระยะเวลาบ่มให้เผื่อจริง ไม่ควรยึดแค่คำว่า “จับแห้งแล้ว”
อีกจุดที่ควรระวังคือกรณีใช้ SikaCor® Zinc R เป็น primer ใต้ SikaCor®-950 F เอกสารระบุช่วงเวลาระหว่าง SikaCor® Zinc R และ SikaCor®-950 F ที่ 24 ชั่วโมง ที่ +20°C โดยให้ดูเอกสารผลิตภัณฑ์ของระบบที่เกี่ยวข้องร่วมด้วยเสมอ การทำงานแบบระบบจะช่วยลดปัญหาการยึดเกาะระหว่างชั้นและช่วยให้ความทนทานของงานป้องกันสนิมเป็นไปตามที่ออกแบบ
ข้อควรระวังในการใช้ SikaCor®-950 F กับโครงสร้างเหล็ก
แม้ SikaCor®-950 F จะเป็นสีเคลือบผิวงานหนัก แต่ผลลัพธ์จริงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหน้างานและความละเอียดของทีมติดตั้ง งานที่เสี่ยงที่สุดคือพื้นที่ชื้นจัด จุดอับอากาศ บ่อหรือถังที่มีโอกาสเกิดไอระเหยสะสม และโครงสร้างที่มีน้ำหรือสารเคมีสัมผัสเร็วหลังทา ในสถานการณ์เหล่านี้ต้องให้ความสำคัญกับการระบายอากาศ PPE การตรวจความชื้น และเอกสาร SDS อย่างจริงจัง
ความปลอดภัยก่อนงาน: ระหว่างผสมและทาควรสวมแว่นตาป้องกัน ถุงมือป้องกัน และเสื้อผ้าป้องกันเสมอ หลีกเลี่ยงการสูดดมไอระเหยหรือสเปรย์ละออง และทำงานในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศเพียงพอ โดยเฉพาะงานภายในถังหรือพื้นที่ปิด
- อย่าทาบนผิวมีน้ำมันหรือสนิมหลวม: สีจะยึดกับสิ่งปนเปื้อนแทนเหล็ก ทำให้ลอกเร็ว
- อย่าเติมทินเนอร์เกินข้อกำหนด: ช่วยให้พ่นง่ายขึ้นชั่วคราว แต่ลดความหนาฟิล์มแห้งและการต้านไหลย้อย
- อย่าทาทับหลังเกินเวลารอโดยไม่กระตุ้นผิว: เสี่ยง intercoat adhesion ต่ำและล่อนระหว่างชั้น
- อย่าใช้กับน้ำดื่ม: เอกสารระบุชัดว่าไม่เหมาะกับพื้นผิวสัมผัสน้ำดื่ม
- อย่าเปิดสัมผัสสารเคมีเร็วเกินไป: ควรรอให้แห้งสมบูรณ์ตามเงื่อนไขอุณหภูมิและการระบายอากาศ
- อย่าลืมตรวจ waste: วัสดุเหลือใช้ ภาชนะ และสารทำความสะอาดควรกำจัดตามกฎหมายและไม่ปล่อยลงท่อหรือแหล่งน้ำ
ในแง่การเลือกใช้งาน SikaCor®-950 F เหมาะมากกับโครงสร้างเหล็กที่ต้องเจอสภาพแวดล้อมหนัก เช่น งานใกล้น้ำเสีย น้ำทะเล น้ำกร่อย พื้นที่อุตสาหกรรมเคมี โครงสร้างถังหรืออ่างเก็บน้ำที่ไม่ใช่น้ำดื่ม และงานที่ต้องการผิวทนการขีดข่วนกับแรงกระแทก แต่ถ้าเป็นงานสถาปัตยกรรมทั่วไปที่ต้องการสีสวยหลายเฉด หรืองานสัมผัส UV ภายนอกระยะยาว อาจต้องออกแบบ topcoat หรือระบบเคลือบเพิ่มเติมตามคำแนะนำของทีมเทคนิค
สรุป: SikaCor®-950 F เหมาะกับงานเหล็กกันสนิมที่ต้องการระบบจริงจัง
ถ้าโจทย์คือทาสีโครงสร้างเหล็กกันสนิมให้ทนในสภาพแวดล้อมหนัก SikaCor®-950 F เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะเป็นอีพ็อกซี่ 2 ส่วนผสมสำหรับเคลือบป้องกันเหล็กและคอนกรีต ให้ผิวแข็ง ทนการขีดข่วน ทนแรงกระแทก ทนน้ำ และทนสารเคมีหลายประเภทตามเอกสารผลิตภัณฑ์ แต่หัวใจของความทนไม่ได้อยู่ที่สินค้าอย่างเดียว อยู่ที่การเตรียมผิว Sa 2 1/2 ความลึกผิว RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน การผสม A:B ให้ถูก และการทาทับในช่วงเวลาที่เหมาะสม
สำหรับผู้รับเหมา เจ้าของโรงงาน หรือทีมซ่อมบำรุงที่ต้องการลดปัญหาสนิมซ้ำ ควรเริ่มจากการประเมินสภาพแวดล้อมจริง เช่น น้ำ สารเคมี อุณหภูมิ ความชื้น แรงกระแทก และระยะเวลาปิดพื้นที่ จากนั้นจึงเลือกจำนวนชั้น วิธีทา/พ่น และแผนตรวจคุณภาพให้เหมาะสม งานที่วางแผนละเอียดตั้งแต่ต้นจะควบคุมต้นทุนรวมได้ดีกว่างานที่ซ่อมเฉพาะจุดเมื่อสีลอกแล้ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: บทความนี้สรุปจากเอกสาร SikaCor®-950 F Product Data Sheet และ Safety Data Sheet ที่แนบมา ร่วมกับข้อมูลผลิตภัณฑ์บนหน้า SikaCor®-950 F ของ Sika Thailand ควรตรวจเอกสารรุ่นล่าสุดและเงื่อนไขหน้างานจริงก่อนใช้งานเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
SikaCor®-950 F ใช้ทาเหล็กกันสนิมได้ไหม?
ใช้ได้ โดยเป็นวัสดุเคลือบผิวสำหรับเหล็กและคอนกรีตในงานหนัก เหมาะกับโครงสร้างที่ต้องการป้องกันการกัดกร่อน ทนน้ำ ทนแรงกระแทก และทนสารเคมีหลายประเภท แต่ต้องเตรียมผิวเหล็กให้ถึงระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4
ต้องทา SikaCor®-950 F กี่ชั้น?
สำหรับงานเหล็ก เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุระบบ 2-3 ชั้นของ SikaCor®-950 F โดยควรพิจารณาสภาพแวดล้อม ความหนาฟิล์ม และความเสี่ยงเชิงกลของหน้างาน หากมีแรงกระแทกหนักอาจพิจารณารองพื้นด้วย SikaCor® Zinc R ตามระบบที่เหมาะสม
อัตราส่วนผสม SikaCor®-950 F เท่าไร?
อัตราส่วนส่วนประกอบ A:B คือ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร ควรผสมด้วยเครื่องกวนไฟฟ้าให้ทั่วอย่างน้อย 3 นาที และขูดกวนบริเวณข้างถังกับก้นถังให้เข้ากันก่อนใช้งาน
SikaCor®-950 F ใช้ทินเนอร์ได้ไหม?
ใช้ Sika® Thinner S ได้เฉพาะตามที่เอกสารระบุ หากจำเป็นสามารถเติมได้สูงสุด 5% เพื่อปรับความหนืด แต่การเติมทินเนอร์จะทำให้ไม่สามารถให้ผิวสัมผัสน้ำทันทีหลังเคลือบ และอาจลดความหนาฟิล์มแห้งถ้าควบคุมไม่ดี
ทาแล้วแห้งเมื่อไหร่?
ที่ +20°C เอกสารระบุว่าแห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งจนจับหรือทำงานต่อได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งสมบูรณ์ประมาณ 7 วันเมื่อมีการระบายอากาศดี อุณหภูมิต่ำจะทำให้ใช้เวลานานขึ้น
ทาทับชั้นถัดไปต้องรอนานแค่ไหน?
ขึ้นกับอุณหภูมิ เช่น ที่ +20°C รอขั้นต่ำ 12 ชั่วโมงและไม่ควรเกิน 48 ชั่วโมง สำหรับฟิล์มแห้งไม่เกิน 150 ไมครอน หากเกินเวลารอสูงสุดต้องกระตุ้นผิวด้วย sweep blasting และกำจัดฝุ่นก่อนทาชั้นถัดไป
ใช้กับถังน้ำดื่มได้ไหม?
ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ของ Sika หากเป็นถังหรือระบบที่เกี่ยวข้องกับน้ำอุปโภคบริโภคควรเลือกวัสดุที่ได้รับการรับรองสำหรับงานนั้นโดยตรง
ซื้อ SikaCor®-950 F ได้ที่ไหน?
สามารถดูรายละเอียดที่หน้า SikaCor®-950 F ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และให้ทีมงานช่วยคำนวณปริมาณจากพื้นที่จริง
