ขั้นตอนการใช้งานและเตรียมพื้นผิว สำหรับทา SikaCor®-950 F อย่างถูกวิธี
SIKACOR 950 F APPLICATION GUIDE

ขั้นตอนการใช้งานและเตรียมพื้นผิว สำหรับทา SikaCor®-950 F อย่างถูกวิธี

งานเคลือบคอนกรีตหรือเหล็กด้วย SikaCor®-950 F จะทนจริงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับตัวสีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการเตรียมพื้นผิว ความชื้น อุณหภูมิ อัตราส่วนผสม ความหนาฟิล์ม และระยะเวลารอระหว่างชั้นอย่างละเอียด บทความนี้สรุปขั้นตอนใช้งานแบบเป็นระบบสำหรับผู้รับเหมา ทีมซ่อมบำรุง และเจ้าของโครงการที่ต้องการทา SikaCor®-950 F ให้ยึดเกาะดี ลดปัญหาฟิล์มพอง หลุดล่อน หรือแห้งไม่สมบูรณ์

คอนกรีตชื้นไม่เกิน 8% เหล็ก Sa 2 1/2 A:B 93:7 โดยน้ำหนัก DFT 150 ไมครอน
+10°Cอุณหภูมิสินค้าและพื้นผิวขั้นต่ำ
85%ความชื้นสัมพัทธ์สูงสุด
~7 วันแห้งตัวสมบูรณ์ที่ +20°C
SikaCor 950 F วัสดุเคลือบผิวคอนกรีตและเหล็กสำหรับงานหนัก

SikaCor®-950 F

วัสดุเคลือบผิวประเภทอีพ็อกซี่และวัสดุผสมจำพวกแร่ธาตุ สำหรับเคลือบป้องกันคอนกรีตและเหล็กในงานหนัก เช่น บ่อบำบัดน้ำเสีย อ่างเก็บน้ำที่ไม่ใช่น้ำดื่ม โครงสร้างใต้น้ำ ใต้ดิน และพื้นที่อุตสาหกรรมที่ต้องการความทนทานต่อน้ำ แรงขีดข่วน แรงกระแทก และสารเคมีบางกลุ่ม

Quick Answer: ทา SikaCor®-950 F ให้ถูกวิธีต้องเริ่มจากอะไร?

คำตอบสั้น

หัวใจของการใช้งาน SikaCor®-950 F คือเตรียมพื้นผิวให้พร้อมก่อนผสมสีเสมอ คอนกรีตต้องแข็งแรง สะอาด ไม่มีฝุ่น คราบน้ำมัน ปูนหลุดล่อน หรือรูโพรง และความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% ส่วนเหล็กต้องพ่นขัดให้สะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 พร้อมค่า RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน จากนั้นผสมส่วน A:B ที่ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร กวนให้เข้ากันอย่างน้อย 3 นาที แล้วทาหรือพ่นภายในอายุหลังผสมที่กำหนด

SikaCor®-950 F เป็นระบบเคลือบผิวงานหนัก ไม่ใช่สีทาทั่วไปที่เปิดฝาแล้วทาได้ทันที ถ้าพื้นผิวมีฝุ่น ผิวปูนร่วน น้ำมัน ไขมัน ความชื้นสูง หรือสนิมที่ยังไม่ได้กำจัด ชั้นเคลือบอาจดูเรียบร้อยในวันแรก แต่เสี่ยงพอง ลอก หรือยึดเกาะไม่ดีเมื่อเจอน้ำ สารเคมี หรือแรงขัดถูจริงในภายหลัง

ในทางกลับกัน ถ้าควบคุมขั้นตอนตั้งแต่การสำรวจหน้างาน การเตรียมผิว การผสม การวัดฟิล์มเปียก และการรอเคลือบทับ SikaCor®-950 F จะให้ชั้นฟิล์มที่แข็งแรง ทนการขีดข่วน ทนแรงกระแทก และทนต่อน้ำหรือสารเคมีหลายกลุ่มได้ตามขอบเขตผลิตภัณฑ์

เช็กพื้นผิวก่อนเริ่มงาน: อย่ารีบทาก่อนรู้สภาพจริง

ก่อนสั่งวัสดุหรือเปิดถังผสม ควรสำรวจสภาพหน้างานให้ครบก่อน เพราะพื้นที่ที่ใช้ SikaCor®-950 F มักเป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น บ่อบำบัด รางระบายน้ำ ถังเก็บน้ำเสีย พื้นที่ชะล้าง โครงสร้างใต้ดิน ใต้น้ำ หรือเหล็กในสภาพแวดล้อมกัดกร่อน งานเหล่านี้มีต้นทุนแก้ไขสูง หากระบบเคลือบล้มเหลวเพราะเริ่มจากพื้นผิวที่ไม่พร้อม

ชนิดพื้นผิว

แยกให้ชัดว่าเป็นคอนกรีต เหล็ก หรือมีทั้งสองวัสดุในระบบเดียวกัน เพราะวิธีเตรียมผิวต่างกัน

สภาพแวดล้อม

ตรวจน้ำ ความชื้น สารเคมี อุณหภูมิ และความถี่ในการสัมผัสสาร เพื่อเลือกจำนวนชั้นและวิธีทำงาน

เวลาปิดพื้นที่

ต้องวางแผนตามอายุหลังผสม เวลาเคลือบทับ และระยะเวลาแห้งตัวสมบูรณ์ ไม่ควรเปิดใช้งานเร็วเกินไป

สิ่งที่ควรถามตั้งแต่แรก ได้แก่ พื้นมีคราบน้ำมันหรือไม่ เคยเคลือบสีเดิมหรือไม่ มีน้ำขังหรือแรงดันน้ำย้อนหรือไม่ คอนกรีตมีโพรงหรือรอยแตกร้าวหรือไม่ เหล็กมีสนิมลึกแค่ไหน และพื้นที่มีการระบายอากาศเพียงพอหรือไม่ คำตอบเหล่านี้จะกำหนดทั้งวิธีเตรียมผิว เครื่องมือ และแผนความปลอดภัยของงาน

การเตรียมพื้นผิวคอนกรีตก่อนทา SikaCor®-950 F

สำหรับคอนกรีต ข้อมูล Sika ระบุว่าพื้นผิวต้องแข็งแรง สามารถยึดเกาะได้ สะอาด ปราศจากเศษขุย ซีเมนต์ ฝุ่นผง ปูนที่หลุดล่อน ไม่แข็งแรง และคราบสกปรกอื่น ๆ โดยความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% หากเป็นพื้นผิวที่จะอยู่ใต้น้ำ การพ่นทรายหรือการเปิดผิวเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะถือว่าสำคัญมาก เพราะฟิล์มเคลือบต้องยึดกับเนื้อคอนกรีตจริง ไม่ใช่ยึดกับผิวฝุ่นหรือ laitance ด้านบน

  1. ตรวจความแข็งแรง: เคาะ ตรวจผิวร่วน และทดสอบการยึดเกาะตามความเหมาะสม หากผิวอ่อนหรือเป็นฝุ่นต้องขัดเปิดผิวหรือซ่อมก่อน
  2. กำจัดสิ่งปนเปื้อน: ล้างคราบน้ำมัน ไขมัน สารเคมีตกค้าง ฝุ่น ซีเมนต์ผิว และสีเดิมที่ยึดเกาะไม่ดีออกให้หมด
  3. เปิดผิว: ใช้วิธีขัด พ่นทราย หรือเครื่องมือเตรียมผิวที่เหมาะกับระดับความหยาบและพื้นที่ใช้งานจริง
  4. ซ่อมรูโพรงและร่องแตก: พื้นผิวที่แตกหักเป็นร่องหรือมีรูโพรงควรซ่อมให้เรียบร้อยก่อน โดยหน้า Sika ระบุ Sika Icoment®-520 Mortar สำหรับการซ่อมจุดดังกล่าว
  5. ตรวจความชื้น: ควบคุมความชื้นคอนกรีตไม่เกิน 8% และหลีกเลี่ยงการเคลือบเมื่อมีน้ำหรือไอน้ำดันจากด้านล่าง
  6. กำจัดฝุ่นหลังเตรียมผิว: ดูดฝุ่นหรือเป่าทำความสะอาดให้หมด ก่อนเริ่มทาชั้นเคลือบ

จุดที่พบบ่อย: ผิวคอนกรีตที่ดูแห้งด้วยตาอาจยังมีความชื้นสูง โดยเฉพาะบ่อเก่า ถังเก่า หรือพื้นที่ที่เพิ่งล้างน้ำ ควรตรวจด้วยวิธีที่เหมาะสมก่อนทา ไม่ควรรีบเคลือบเพียงเพราะผิวด้านบนดูแห้งแล้ว

หากเป็นบ่อบำบัดหรือถังที่เคยใช้งานมาก่อน ควรให้ความสำคัญกับคราบสะสมในรูพรุนมากเป็นพิเศษ เพราะสารปนเปื้อนอาจดันฟิล์มจากด้านล่างหรือทำให้การยึดเกาะลดลงได้ การล้าง การเปิดผิว และการปล่อยให้แห้งตามเงื่อนไขจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรตัดทอนเพื่อลดเวลา

การเตรียมพื้นผิวเหล็ก: ต้องสะอาดระดับ Sa 2 1/2

สำหรับพื้นผิวเหล็ก ข้อมูล Sika ระบุให้พ่นขัดให้ได้ความสะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตามมาตรฐาน ISO 12944-4 โดยต้องปราศจากคราบสกปรก น้ำมัน และไขมัน พร้อมความลึกผิวเฉลี่ย RZ มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ไมครอน ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะงานป้องกันการกัดกร่อนต้องการทั้งความสะอาดและ profile ผิวที่พอให้ฟิล์มเคลือบจับยึดได้แน่น

การขัดด้วยแปรงลวดหรือกระดาษทรายอาจพอสำหรับงานซ่อมเล็กบางประเภท แต่สำหรับงานหนักที่ต้องเจอน้ำ น้ำเสีย ความชื้นต่อเนื่อง หรือสารเคมี การพ่น abrasive blasting ที่ควบคุมมาตรฐานได้จะให้ผลสม่ำเสมอกว่า โดยเฉพาะบริเวณรอยเชื่อม ขอบคม มุมอับ และตำแหน่งที่มีสนิมฝังลึก

จุดตรวจผิวเหล็กข้อกำหนด/แนวทางเหตุผล
คราบน้ำมันและไขมันต้องกำจัดก่อนพ่นขัดและก่อนทาคราบมันเป็นตัวขวางการยึดเกาะโดยตรง
ความสะอาดผิวSa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4ลดสนิม คราบ mill scale และสิ่งปนเปื้อนบนผิว
ความหยาบผิวRZ อย่างน้อย 50 ไมครอนช่วยให้ชั้นเคลือบเกาะกับเหล็กได้ดีขึ้น
ฝุ่นหลังพ่นขัดต้องกำจัดให้หมดก่อนเคลือบฝุ่นที่เหลืออยู่ทำให้ฟิล์มยึดเกาะกับฝุ่นแทนเหล็ก
flash rustควรทาภายในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังพ่นขัดเหล็กที่สะอาดแล้วเกิดสนิมซ้ำได้เร็วเมื่อเจอความชื้น

เคล็ดลับหน้างาน: ขอบคม รอยเชื่อม น็อต และมุมอับควรทำ stripe coat หรือทาเก็บรายละเอียดก่อน/ระหว่างชั้นหลัก เพราะเป็นตำแหน่งที่ฟิล์มบางง่ายและมักเป็นจุดเริ่มของสนิมหรือการหลุดล่อน

อัตราส่วนผสม SikaCor®-950 F และระยะเวลาการใช้งานหลังผสม

SikaCor®-950 F เป็นวัสดุ 2 ส่วนผสม ต้องผสมส่วน A และ B ให้ถูกอัตรา ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุอัตราส่วน A:B = 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร การกะด้วยสายตาหรือแบ่งผสมโดยไม่ชั่ง/ตวงให้แม่นมีความเสี่ยงสูง เพราะอัตราส่วนผิดทำให้การแข็งตัว การยึดเกาะ และความทนทานของฟิล์มลดลงได้

  1. กวนส่วน A ก่อน: ใช้เครื่องปั่นไฟฟ้ากวนให้ทั่ว เริ่มจากรอบต่ำเพื่อลดฟองและการกระเด็น
  2. เติมส่วน B: ค่อย ๆ เติมส่วน B ลงในส่วน A ระหว่างกวน
  3. ปั่นให้ทั่ว: เพิ่มความเร็วไปประมาณ 300 รอบต่อนาที และกวนทั้งด้านข้างกับก้นถังอย่างน้อย 3 นาที
  4. ถ่ายลงถังสะอาด: เทวัสดุที่ผสมแล้วลงถังสะอาด แล้วปั่นซ้ำสั้น ๆ เพื่อลดจุดที่ผสมไม่ถึง
  5. ใช้ PPE: สวมแว่นตาป้องกัน ถุงมือ และเสื้อผ้าป้องกันระหว่างผสมและทาเสมอ
รายการข้อมูลสำคัญข้อแนะนำหน้างาน
อัตราส่วนโดยน้ำหนัก93 : 7เหมาะสำหรับการชั่งแบ่งผสม ควรใช้เครื่องชั่งที่แม่นยำ
อัตราส่วนโดยปริมาตร100 : 14ใช้เมื่อมีภาชนะตวงที่ควบคุมปริมาตรได้จริง
อายุหลังผสมที่ +20°Cประมาณ 1.5 ชั่วโมงวางแผนพื้นที่และทีมช่างให้ใช้ทันก่อนวัสดุเริ่มหนืด
อายุหลังผสมที่ +30°Cประมาณ 45 นาทีอากาศร้อนทำให้เวลาทำงานสั้นลง ควรผสมเป็นรอบเล็กลง
ทินเนอร์Sika® Thinner S สูงสุด 5% เมื่อจำเป็นเติมเฉพาะตามข้อกำหนด เพราะมีผลต่อการสัมผัสน้ำทันทีและความหนาฟิล์ม

ห้ามทำ: อย่าเติมทินเนอร์หรือส่วนผสมเพิ่มหลังวัสดุเริ่มเซ็ตตัวเพื่อหวังให้กลับมาเหลว เพราะจะกระทบคุณภาพฟิล์มและอาจทำให้งานตรวจรับไม่ผ่าน

วิธีทาและวิธีพ่น SikaCor®-950 F ให้ได้ฟิล์มสม่ำเสมอ

วิธีการใช้งานมีผลโดยตรงต่อความหนาและความสม่ำเสมอของชั้นเคลือบ ข้อมูล Sika ระบุว่าวิธีการพ่นจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อใช้เครื่องพ่นไร้อากาศ เพราะช่วยให้ได้ความหนาฟิล์มแห้งตามที่กำหนดได้ง่ายกว่าการใช้แปรงหรือลูกกลิ้ง อย่างไรก็ตาม แปรงและลูกกลิ้งยังใช้ได้ในบางพื้นที่ เพียงแต่อาจต้องเพิ่มปริมาณวัสดุหรือเพิ่มจำนวนชั้นเพื่อให้ได้ความหนาตามต้องการ

วิธีใช้งานข้อดีสิ่งที่ต้องระวัง
พ่นไร้อากาศคุมความหนาและผิวได้ดีที่สุดสำหรับพื้นที่ใหญ่ต้องใช้แรงดัน หัวพ่น ท่อ และอุณหภูมิวัสดุตามข้อกำหนด
ลูกกลิ้งเหมาะกับพื้นที่เข้าถึงง่ายและงานซ่อมบางส่วนฟิล์มอาจบางหรือไม่สม่ำเสมอ ต้องวัดความหนาและเพิ่มชั้นหากจำเป็น
แปรงเหมาะกับขอบ มุม รอยเชื่อม และเก็บรายละเอียดไม่เหมาะเป็นวิธีหลักในพื้นที่ใหญ่ที่ต้องคุมฟิล์มหนาเท่ากัน

สำหรับเครื่องพ่นไร้อากาศ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุแรงดันขั้นต่ำ 180 บาร์ ถอดแผ่นตะแกรงออก ใช้หัวพ่นขนาดอย่างน้อย 0.38 มม. หรือ 0.015 นิ้ว มุมพ่นประมาณ 50 องศา เส้นผ่านศูนย์กลางท่อพ่นขั้นต่ำ 10 มม. หรือ 3/8 นิ้ว และอุณหภูมิของวัสดุขั้นต่ำ +15°C ก่อนเริ่มงานจริงควรทดสอบพื้นที่เล็กเพื่อดูการไหล ผิวสำเร็จ และความหนาฟิล์ม

ความหนาฟิล์มอ้างอิง: ที่ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน และฟิล์มเปียก 200 ไมครอน ปริมาณการใช้เชิงทฤษฎีอยู่ที่ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. หรือประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. พื้นผิวหยาบ วิธีทา และการสูญเสียหน้างานอาจทำให้ใช้วัสดุจริงมากขึ้น

เวลาเคลือบทับและการแห้งตัว: คุมช่วงเวลาให้ฟิล์มยึดกันดี

ระยะเวลารอระหว่างชั้นเป็นจุดที่ต้องควบคุมอย่างจริงจัง โดยข้อมูล Sika ระบุเวลารอสำหรับฟิล์มแห้งที่มีความหนาไม่เกิน 150 ไมครอน หากทาทับเร็วเกินไปอาจกระทบการระเหยและการเซ็ตตัวของชั้นล่าง แต่ถ้าทิ้งไว้นานเกินช่วงสูงสุด ต้องกระตุ้นพื้นผิวด้วยการพ่นผ่าน หรือ sweep blasting และกำจัดฝุ่นก่อนทาชั้นถัดไป เพื่อป้องกันปัญหาการยึดเกาะระหว่างชั้น

อุณหภูมิรอเคลือบทับต่ำสุดรอเคลือบทับสูงสุดหมายเหตุ
+10°C30 ชั่วโมง72 ชั่วโมงอุณหภูมิต่ำทำให้รอนานขึ้น
+15°C24 ชั่วโมง60 ชั่วโมงควบคุมจุดน้ำค้างและความชื้นให้ดี
+20°C12 ชั่วโมง48 ชั่วโมงเป็นค่าที่ใช้อ้างอิงบ่อยในงานวางแผน
+25°C8 ชั่วโมง36 ชั่วโมงทำงานเร็วขึ้นแต่ต้องระวังอายุหลังผสม
+30°C6 ชั่วโมง24 ชั่วโมงอากาศร้อนทำให้หน้าต่างเวลาสั้นลง

ที่อุณหภูมิ +20°C SikaCor®-950 F แห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งสามารถใช้งานได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งตัวสมบูรณ์ประมาณ 7 วันในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทดี หากอุณหภูมิต่ำกว่า +10°C วัสดุยังสามารถบ่มและแห้งตัวได้ แต่จะใช้เวลานานขึ้น จึงควรวางแผนส่งมอบงานให้สอดคล้องกับอุณหภูมิจริงของไซต์

กรณีใช้ SikaCor® Zinc R: เอกสารระบุช่วงเวลาระหว่าง SikaCor® Zinc R และ SikaCor®-950 F ที่ 24 ชั่วโมง ที่ +20°C และควรดูเอกสารของระบบที่เกี่ยวข้องร่วมด้วยเสมอ

ข้อควรระวังสำคัญก่อน ระหว่าง และหลังทา

แม้ SikaCor®-950 F จะเป็นวัสดุเคลือบสำหรับงานหนัก แต่ระบบจะทำงานได้ดีเมื่อควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม อุณหภูมิของผลิตภัณฑ์และพื้นผิวต้องไม่ต่ำกว่า +10°C ค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงสุด 85% และอุณหภูมิพื้นผิวต้องสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดความชื้นควบแน่นบนผิวระหว่างทา

  • ไม่ควรทาบนพื้นผิวที่มีน้ำ คราบน้ำมัน ไขมัน ฝุ่น หรือปูนหลุดล่อน
  • ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม
  • การสัมผัสน้ำทันทีหลังเคลือบเป็นกรณีพิเศษ และต้องพิจารณาเรื่องตัวทำละลายที่อาจปนเปื้อนน้ำชั่วคราว
  • หากเติม Sika® Thinner S สูงสุด 5% พื้นผิวจะไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบเสร็จ
  • ไม่ทนต่อน้ำมันเบนซิน-ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
  • น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนใช้งาน เพราะสารเคมีจริงอาจต่างจากน้ำเสียชุมชนมาก
  • ควรสวมแว่นตา ถุงมือ เสื้อผ้าป้องกัน และจัดการระบายอากาศ โดยเฉพาะงานในถัง บ่อ หรือพื้นที่ปิด

ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง: ผสมผิดอัตราส่วน ทาทับเกินเวลาสูงสุดโดยไม่ sweep blasting เปิดใช้งานสารเคมีก่อนแห้งตัวสมบูรณ์ และไม่วัดความหนาฟิล์มระหว่างงาน ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบเคลือบเสียเร็วกว่าที่ควร

สรุปขั้นตอนใช้งาน SikaCor®-950 F แบบหน้างานจริง

ถ้าต้องการให้ SikaCor®-950 F ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ให้เริ่มจากการสำรวจสภาพพื้นและสารที่ต้องสัมผัสก่อน จากนั้นเตรียมคอนกรีตให้แข็งแรง สะอาด ความชื้นไม่เกิน 8% หรือเตรียมเหล็กให้สะอาดระดับ Sa 2 1/2 พร้อม RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน แล้วจึงผสมส่วน A:B ให้ตรงอัตรา กวนอย่างน้อย 3 นาที ทาหรือพ่นให้ได้ความหนาฟิล์มที่ต้องการ และควบคุมเวลารอเคลือบทับให้ไม่เกินช่วงที่กำหนด

สำหรับงานบ่อบำบัด ถังน้ำเสีย รางระบายน้ำ หรือโครงสร้างเหล็กในพื้นที่กัดกร่อน การเตรียมผิวที่ดีช่วยลดความเสี่ยงซ่อมซ้ำได้มากกว่าการเร่งทาให้เสร็จเร็ว หากหน้างานมีสารเคมีเฉพาะ น้ำเสียโรงงาน อุณหภูมิสูง หรือข้อกำหนดเปิดใช้งานเร็ว ควรให้ทีมเทคนิคช่วยตรวจระบบก่อนเริ่มงาน เพื่อให้เลือกจำนวนชั้น วิธีทา และแผนบ่มได้เหมาะกับพื้นที่จริง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: บทความนี้สรุปจากข้อมูลผลิตภัณฑ์บนหน้า SikaCor®-950 F ของ Sika Thailand และควรตรวจเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์/เอกสารความปลอดภัยฉบับล่าสุดก่อนใช้งานจริงในโครงการสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย

ก่อนทา SikaCor®-950 F ต้องเตรียมคอนกรีตอย่างไร?

คอนกรีตต้องแข็งแรง ยึดเกาะได้ สะอาด ไม่มีเศษขุย ซีเมนต์ ฝุ่น ปูนหลุดล่อน คราบน้ำมัน หรือคราบสกปรกอื่น ๆ ความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% และรูโพรงหรือร่องแตกควรซ่อมให้เรียบร้อยก่อนเคลือบ

ก่อนทา SikaCor®-950 F บนเหล็กต้องเตรียมผิวระดับไหน?

ข้อมูล Sika ระบุให้พ่นขัดผิวเหล็กให้สะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 ปราศจากคราบสกปรก น้ำมัน และไขมัน พร้อมความลึกผิวเฉลี่ย RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน

อัตราส่วนผสม SikaCor®-950 F เท่าไร?

อัตราส่วนส่วน A:B คือ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร ควรชั่งหรือตวงให้แม่นยำและกวนด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าอย่างน้อย 3 นาทีจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

หลังผสม SikaCor®-950 F แล้วใช้งานได้นานแค่ไหน?

ที่อุณหภูมิ +20°C ใช้งานหลังผสมได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง และที่ +30°C ประมาณ 45 นาที อุณหภูมิสูงทำให้อายุหลังผสมสั้นลง จึงควรผสมเท่าที่ใช้ทันในแต่ละรอบ

SikaCor®-950 F ใช้ทินเนอร์ได้ไหม?

ใช้ Sika® Thinner S ได้เฉพาะในปริมาณน้อยตามข้อกำหนด หากจำเป็นอาจเติมได้สูงสุด 5% เพื่อปรับความหนืด แต่เมื่อเติมทินเนอร์ พื้นผิวจะไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบเสร็จ

ควรรอทาทับชั้นถัดไปนานเท่าไร?

สำหรับฟิล์มแห้งไม่เกิน 150 ไมครอน ที่ +20°C ระยะรอทับชั้นต่ำสุดประมาณ 12 ชั่วโมงและสูงสุดประมาณ 48 ชั่วโมง หากเกินเวลาสูงสุดต้องกระตุ้นผิวด้วย sweep blasting และกำจัดฝุ่นก่อนทาชั้นถัดไป

SikaCor®-950 F แห้งสมบูรณ์เมื่อไหร่?

ที่ +20°C และมีอากาศถ่ายเทดี แห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งใช้งานได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งตัวสมบูรณ์ประมาณ 7 วัน หากอุณหภูมิต่ำลงจะใช้เวลานานขึ้น

ใช้แปรงหรือลูกกลิ้งแทนการพ่นได้ไหม?

ใช้ได้ แต่การพ่นโดยเฉพาะเครื่องพ่นไร้อากาศให้ผลดีที่สุดในการคุมความหนาและความสม่ำเสมอ หากใช้แปรงหรือลูกกลิ้ง อาจต้องใช้วัสดุมากขึ้นหรือเพิ่มจำนวนชั้นเพื่อให้ได้ความหนาฟิล์มตามต้องการ

SikaCor®-950 F ใช้กับน้ำดื่มได้ไหม?

ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม หากเป็นถังหรืออ่างเก็บน้ำ ต้องตรวจประเภทน้ำ ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และเอกสารผลิตภัณฑ์ก่อนเลือกใช้

ซื้อ SikaCor®-950 F ได้ที่ไหน?

สามารถดูรายละเอียดที่หน้า SikaCor®-950 F ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และให้ทีมช่วยประเมินปริมาณวัสดุจากพื้นที่จริง

Similar Posts