เจาะลึกสเปค SikaCor®-950 F ทำไมวิศวกรถึงเลือกใช้ในงานโครงสร้าง?
ในงานโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตที่ต้องเจอความชื้น น้ำเสีย น้ำทะเล น้ำกร่อย แรงเสียดสี หรือสารเคมีบางกลุ่ม การเลือก coating ไม่ควรดูแค่คำว่า “กันสนิม” แต่ต้องดูสเปคครบทั้งชนิดเรซิน ความหนาฟิล์ม อัตราส่วนผสม การเตรียมผิว เวลาแห้ง และข้อจำกัดการใช้งาน SikaCor®-950 F จึงเป็นตัวเลือกที่วิศวกรหยิบมาพิจารณาบ่อย เพราะให้ข้อมูลทางเทคนิคชัดและออกแบบมาสำหรับงานเคลือบผิวเหล็กและคอนกรีตระดับใช้งานหนัก
SikaCor®-950 F
วัสดุเคลือบผิวเหล็กและคอนกรีตสำหรับใช้งานหนัก ประเภทอีพ็อกซี่ผสมแร่ธาตุ ปริมาณสารทำละลายต่ำ เหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องการชั้นเคลือบแข็งแรง ทนการขีดข่วน แรงกระแทก น้ำ และสารเคมีหลายประเภทตามเงื่อนไขเอกสารผลิตภัณฑ์
Quick Answer: SikaCor®-950 F เหมาะกับงานโครงสร้างเพราะอะไร?
SikaCor®-950 F เหมาะกับงานโครงสร้างที่ต้องการ coating ระดับงานหนัก เพราะเป็นอีพ็อกซี่ 2 ส่วนผสมสำหรับเคลือบเหล็กและคอนกรีต ให้ชั้นฟิล์มแข็ง ทนการขีดข่วน แรงกระแทก น้ำ และสารเคมีหลายประเภท เมื่อเตรียมผิวถูกต้องและควบคุมความหนาฟิล์มตามสเปค จึงช่วยลดความเสี่ยงสนิมใต้ฟิล์ม ผิวล่อน และการซ่อมซ้ำในพื้นที่เสี่ยงสูง
สิ่งที่วิศวกรสนใจไม่ใช่แค่ชื่อแบรนด์ แต่เป็นความครบของข้อมูลที่ใช้เขียนสเปคและตรวจงานได้จริง เช่น อัตราผสม A:B โดยน้ำหนัก 93:7, ฟิล์มแห้งอ้างอิง 150 ไมโครเมตร, ฟิล์มเปียก 200 ไมโครเมตร, ปริมาณใช้ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม., pot life ที่ +20°C ประมาณ 1.5 ชั่วโมง และแห้งสมบูรณ์ที่ +20°C ประมาณ 7 วันเมื่อมีการระบายอากาศดี
สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำเสีย น้ำทะเล น้ำกร่อย อ่างเก็บน้ำ ถังน้ำเสีย พื้นที่ชื้นต่อเนื่อง หรือโครงสร้างที่อยู่ใต้ดินและใต้น้ำ SikaCor®-950 F เป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณา เพราะผลิตภัณฑ์ถูกวางตำแหน่งเป็นวัสดุเคลือบผิวสำหรับใช้งานหนักบนเหล็กและคอนกรีต ไม่ใช่สีตกแต่งทั่วไป อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ต้องตรวจข้อจำกัดเรื่องสารเคมี น้ำดื่ม อุณหภูมิ และการระบายอากาศร่วมด้วยทุกครั้ง
ทำไมวิศวกรถึงเลือกใช้ SikaCor®-950 F ในงานโครงสร้าง?
งานโครงสร้างที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมรุนแรงมีโจทย์มากกว่าสีสวยหรือปิดสนิมได้ชั่วคราว ชั้นเคลือบต้องยึดเกาะกับพื้นผิวได้ดี ทนแรงกระแทก ทนการเสียดสี และลดการซึมผ่านของน้ำหรือสารเคมีไปถึงผิวเหล็กหรือคอนกรีตด้านล่าง หาก coating ถูกเลือกผิดหรือเตรียมผิวไม่ถึงมาตรฐาน ความเสียหายมักเริ่มจากจุดเล็ก ๆ เช่น ขอบคม รอยเชื่อม รูพรุน หรือบริเวณน้ำขัง แล้วลามเป็นการล่อนและกัดกร่อนใต้ฟิล์ม
SikaCor®-950 F ตอบโจทย์เชิงวิศวกรรมเพราะข้อมูลจาก Sika ระบุว่าเป็นวัสดุเคลือบอีพ็อกซี่และวัสดุผสมจำพวกแร่ธาตุ มีปริมาณสารทำละลายต่ำ หลังแห้งและแข็งตัวสมบูรณ์จะมีผิวแข็งแรง ทนงานหนัก ทนการขีดข่วน ทนแรงกระแทก และทนน้ำกับสารเคมีได้ดี เหมาะกับงานปกป้องพื้นผิวภายในสำหรับโครงสร้างที่ฝังใต้ดิน ใต้น้ำ งานวิศวกรรมไฮดรอลิก งานบำบัดน้ำเสีย งานเกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเคมีบางประเภท
มีตัวเลขอัตราผสม ความหนาฟิล์ม ปริมาณใช้ และเวลาทาทับที่นำไปกำหนดในเอกสารงานได้
ทีมหน้างานสามารถเช็ก Sa 2 1/2, RZ, ความชื้นคอนกรีต, pot life และ dry film thickness ได้เป็นจุด ๆ
ใช้กับโครงสร้างที่ต้องเจอน้ำ ความชื้น แรงกระแทก และสารเคมีบางกลุ่มได้ดีกว่างานสีทั่วไป
ตารางสเปค SikaCor®-950 F ที่ควรรู้ก่อนใช้งาน
ตารางนี้สรุปตัวเลขสำคัญที่มักถูกใช้ในการประเมินปริมาณวัสดุ วางแผนทีมงาน และตรวจคุณภาพหน้างานจริง ค่าเหล่านี้ควรอ้างอิงร่วมกับ Product Data Sheet รุ่นล่าสุดและสภาพหน้างาน ณ วันที่ใช้งานเสมอ
| หัวข้อสเปค | ค่าตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ | ความหมายต่อหน้างาน |
|---|---|---|
| ประเภทวัสดุ | อีพ็อกซี่ 2 ส่วนผสม ผสมแร่ธาตุ | ต้องผสมส่วน A และ B ให้ถูกอัตราก่อนใช้งาน |
| พื้นผิวใช้งาน | เหล็กและคอนกรีต | วิธีเตรียมผิวต่างกัน ต้องแยกสเปคงานเหล็กและคอนกรีตให้ชัด |
| อัตราส่วน A:B โดยน้ำหนัก | 93 : 7 | ควรชั่งจริง โดยเฉพาะการแบ่งใช้บางส่วน |
| อัตราส่วน A:B โดยปริมาตร | 100 : 14 | ใช้ภาชนะวัดที่แม่น ไม่ควรกะด้วยสายตา |
| ความหนาแน่น | ประมาณ 1.9 กก./ลิตร | ช่วยประเมินน้ำหนักวัสดุและการขนย้าย |
| ปริมาณของแข็ง | ประมาณ 75% โดยปริมาตร, 88% โดยน้ำหนัก | สัมพันธ์กับความหนาฟิล์มหลังแห้ง |
| ฟิล์มแห้ง | 150 ไมโครเมตร | ค่าหลักที่ใช้คุมความหนาชั้นเคลือบ |
| ฟิล์มเปียก | 200 ไมโครเมตร | ควรวัดระหว่างทาด้วย wet film gauge ในงานควบคุมคุณภาพ |
| ปริมาณใช้ | ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. | เทียบได้ประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. ที่ DFT 150 ไมครอน ยังไม่รวม loss |
| สี | สีดำ, สีแดงอ่อน | เลือกสีให้เหมาะกับการตรวจชั้นเคลือบและการใช้งานจริง |
| บรรจุภัณฑ์ | 35 กก. และ 15 กก. | เลือกขนาดตามพื้นที่และความเร็วทีมงานเพื่อลดวัสดุเหลือหลังหมด pot life |
สูตรคำนวณเร็ว: พื้นที่ 100 ตร.ม. ที่ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน ใช้วัสดุทฤษฎีประมาณ 38 กก. ก่อนบวกเผื่อ loss จากผิวหยาบ รอยเชื่อม ขอบมุม วิธีพ่น/ทา และจำนวนชั้นจริงของระบบ
SikaCor®-950 F เหมาะกับงานโครงสร้างแบบไหน?
ข้อมูลจาก Sika ระบุการใช้งานกับการเคลือบและปกป้องพื้นผิวคอนกรีตและเหล็ก สำหรับงานโครงสร้างที่ฝังอยู่ใต้ดินและใต้น้ำ งานก่อสร้างทางวิศวกรรมไฮดรอลิก งานเคลือบถังน้ำและอ่างเก็บน้ำ เช่น งานบำบัดน้ำเสีย เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเคมี รวมถึงบริเวณที่คอนกรีตต้องสัมผัสความชื้นตลอดเวลา
| ประเภทงาน | เหตุผลที่เหมาะ | สิ่งที่ต้องเช็กเพิ่ม |
|---|---|---|
| โครงสร้างเหล็กในพื้นที่ชื้น | ต้องการชั้นเคลือบทนการกัดกร่อนและแรงเสียดสี | ระดับการพ่นขัด Sa 2 1/2 และ profile RZ |
| คอนกรีตสัมผัสความชื้นตลอดเวลา | ช่วยปกป้องผิวจากน้ำและสารเคมีบางกลุ่ม | ความชื้นคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% และผิวต้องแข็งแรง |
| บ่อหรือถังน้ำเสีย | ทนน้ำเสียจากชุมชน สิ่งปฏิกูล และสารซักล้างบางประเภท | ตรวจชนิดน้ำเสียและความเข้มข้นจริงก่อนใช้งาน |
| งานใต้น้ำหรือใต้ดิน | เหมาะกับงานปกป้องพื้นผิวในสภาวะชื้นหนัก | การเตรียมผิวและระยะเวลาบ่มก่อนรับน้ำ |
| งานอุตสาหกรรมเคมี | ทนกรดอนินทรีย์และด่างเจือจางบางกลุ่ม | น้ำเสียอุตสาหกรรมต้องขอตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน |
ถ้าเป็นงานที่ต้องสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบ Sika ระบุว่าสามารถทำได้ในกรณีพิเศษ แต่ต้องพิจารณาเรื่องตัวทำละลายที่อาจแพร่ไปในน้ำและอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนชั่วคราว จึงควรปรึกษาหน่วยงานรัฐด้านสิ่งแวดล้อมหรือทีมเทคนิคก่อน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับแหล่งน้ำหรือระบบบำบัดที่มีข้อกำหนดเฉพาะ
การเตรียมผิว: จุดที่ทำให้สเปคเกิดขึ้นจริง
วิศวกรเลือก coating จากสเปค แต่ความทนทานจริงเกิดจากการเตรียมผิว หากพื้นผิวยังมีฝุ่น น้ำมัน ไขมัน สนิมหลวม หรือคอนกรีตที่ไม่แข็งแรง ชั้นเคลือบจะยึดเกาะกับสิ่งปนเปื้อนแทนพื้นผิวจริง ทำให้ล่อนเร็วแม้ใช้วัสดุเกรดดี
พื้นผิวคอนกรีต
คอนกรีตต้องแข็งแรง ยึดเกาะได้ดี สะอาด ปราศจากเศษขุย ซีเมนต์ ฝุ่นผง ปูนหลุดล่อน และคราบสกปรกอื่น ๆ ความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% หากเป็นงานเคลือบผิวใต้น้ำ การพ่นทรายเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะถือว่าสำคัญมาก และหากมีรอยแตก ร่อง หรือรูโพรง ต้องซ่อมให้เรียบร้อยก่อนเริ่มเคลือบ
พื้นผิวเหล็ก
เหล็กต้องพ่นขัดให้ได้ความสะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 พื้นผิวต้องปราศจากคราบสกปรก น้ำมัน และไขมัน โดยความลึกเฉลี่ยของ profile หรือ RZ ต้องไม่น้อยกว่า 50 ไมโครเมตร เพื่อให้ชั้นเคลือบมีพื้นที่ยึดเกาะเพียงพอ
ข้อควรจำ: จุดขอบคม รอยเชื่อม น็อต เพลท และมุมอับมักเป็นตำแหน่งที่ฟิล์มบางกว่าพื้นที่เปิด ควรทำ stripe coat หรือเพิ่มการตรวจความหนาฟิล์มเฉพาะจุดเหล่านี้ในงานสำคัญ
อัตราผสม วิธีใช้งาน และอุปกรณ์ที่ควบคุมคุณภาพได้
SikaCor®-950 F เป็นวัสดุ 2 ส่วนผสม จึงต้องกวนส่วน A ให้ทั่วก่อน แล้วค่อยเติมส่วน B ลงไป ปั่นด้วยเครื่องกวนไฟฟ้าโดยเริ่มช้าแล้วเพิ่มความเร็วประมาณ 300 รอบต่อนาที กวนทั้งด้านข้างและก้นถังอย่างน้อย 3 นาทีจนเข้ากันดี จากนั้นเทวัสดุที่ผสมแล้วลงถังสะอาดและปั่นซ้ำสั้น ๆ ก่อนใช้งาน
- ตรวจอุณหภูมิและความชื้น: อุณหภูมิผลิตภัณฑ์และพื้นผิวขั้นต่ำ +10°C ความชื้นสัมพัทธ์สูงสุด 85% และพื้นผิวควรสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C
- ชั่งอัตราส่วนให้ถูก: ใช้อัตรา A:B 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร ไม่ควรกะจากสายตา
- แบ่งผสมตามกำลังทีม: ที่ +20°C ใช้งานหลังผสมได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง แต่ที่ +30°C เหลือประมาณ 45 นาที
- ควบคุมความหนาฟิล์ม: ใช้ wet film gauge เช็กฟิล์มเปียก และตรวจฟิล์มแห้งเมื่อบ่มแล้วตามแผนคุณภาพ
- ทำความสะอาดอุปกรณ์: ใช้ SikaCor® Cleaner ตามระบบ ไม่ปล่อยวัสดุค้างในสายหรือหัวพ่นจนแข็งตัว
การพ่นด้วยเครื่องพ่นไร้อากาศมักให้ความสม่ำเสมอของฟิล์มดีที่สุด ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุแรงดันขั้นต่ำ 180 บาร์ ถอดแผ่นตะแกรงออก ใช้หัวพ่นอย่างน้อย 0.38 มม. หรือ 0.015 นิ้ว มุมพ่นประมาณ 50 องศา เส้นผ่านศูนย์กลางท่อพ่นขั้นต่ำ 10 มม. และอุณหภูมิวัสดุขั้นต่ำ +15°C ส่วนการใช้แปรงหรือลูกกลิ้งทำได้ แต่อาจต้องเพิ่มจำนวนชั้นเพื่อให้ได้ความหนาฟิล์มตามต้องการ
อย่าแก้ปัญหาด้วยการเติมทินเนอร์เกิน: หากจำเป็น Sika® Thinner S เติมได้สูงสุด 5% เพื่อปรับความหนืด แต่เมื่อเติมแล้วพื้นผิวจะไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบเสร็จ และยังอาจทำให้ฟิล์มแห้งต่ำกว่าที่ออกแบบหากควบคุมไม่ดี
เวลาแห้งและเวลารอเคลือบทับ: ตัวเลขที่ต้องคุมในหน้างาน
งาน coating หลายงานเสียหายจากการทาทับผิดเวลา ถ้าทาทับเร็วเกินไป ชั้นล่างอาจยังระเหยตัวทำละลายหรือเซ็ตตัวไม่พอ แต่ถ้าทิ้งไว้นานเกินค่าสูงสุด การยึดเกาะระหว่างชั้นอาจลดลง เอกสารระบุว่าหากเกินเวลารอสูงสุด ต้องกระตุ้นพื้นผิวด้วยการพ่นผ่านหรือ sweep blasting และกำจัดฝุ่นก่อนเคลือบชั้นถัดไป
| อุณหภูมิ | รอเคลือบทับขั้นต่ำ | รอเคลือบทับสูงสุด | คำแนะนำ |
|---|---|---|---|
| +10°C | 30 ชั่วโมง | 72 ชั่วโมง | อากาศเย็นทำให้รอนานขึ้น ควรเผื่อ schedule |
| +15°C | 24 ชั่วโมง | 60 ชั่วโมง | เหมาะกับงานที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ |
| +20°C | 12 ชั่วโมง | 48 ชั่วโมง | ค่าอ้างอิงสำคัญสำหรับการวางแผนทั่วไป |
| +25°C | 8 ชั่วโมง | 36 ชั่วโมง | อุณหภูมิสูงขึ้นทำให้รอทาทับสั้นลง |
| +30°C | 6 ชั่วโมง | 24 ชั่วโมง | ต้องบริหาร pot life และทีมงานอย่างใกล้ชิด |
ที่ +20°C SikaCor®-950 F แห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งจนสามารถใช้งานได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งตัวสมบูรณ์ประมาณ 7 วันเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทดี หากอุณหภูมิต่ำกว่า +10°C วัสดุยังสามารถบ่มและแห้งตัวได้ แต่จะใช้เวลานานขึ้น จึงไม่ควรใช้คำว่า “จับแห้งแล้ว” เป็นเกณฑ์เปิดรับน้ำหรือสารเคมีทันที
ข้อควรระวังและข้อจำกัดที่ต้องระบุในสเปค
SikaCor®-950 F ทนต่อน้ำสะอาด น้ำผ่านกระบวนการผลิต น้ำกร่อย น้ำทะเล น้ำเสียจากแหล่งชุมชน สิ่งปฏิกูล กรดอนินทรีย์และด่างเจือจาง เกลือที่มีฤทธิ์เป็นกลาง น้ำมันแร่ น้ำมันเชื้อเพลิง จาระบี และสารซักล้างบางประเภท แต่กรณีน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมต้องขอตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน เพราะองค์ประกอบสารเคมี ความเข้มข้น อุณหภูมิ และระยะเวลาสัมผัสต่างกันมากในแต่ละโรงงาน
- ไม่เหมาะกับน้ำดื่ม: เอกสารระบุชัดว่าไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม
- ไม่ทนทุกสารเคมี: ไม่ทนทานต่อน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน
- อุณหภูมิต้องอยู่ในกรอบ: ทนอุณหภูมิแห้งได้ประมาณ +100°C และทนน้ำอุ่นได้ประมาณ 60°C แต่ไม่ทนน้ำอุ่นที่อุณหภูมิเปลี่ยนสูงต่ำมาก
- ความชื้นต้องควบคุม: ความชื้นสัมพัทธ์สูงอาจทำให้ผิวที่เคลือบใหม่เสียหายหรือสีแตกลาย แม้อาจไม่กระทบคุณภาพเชิงป้องกันในบางกรณี
- ต้องใช้ PPE: ระหว่างผสมและใช้งานควรสวมแว่นตา ถุงมือ และเสื้อผ้าป้องกัน พร้อมจัดการระบายอากาศให้เหมาะสม
สำหรับงานโครงการ: ควรแนบข้อมูลสารเคมีจริง ค่า pH อุณหภูมิ ระยะเวลาสัมผัส วิธีล้างทำความสะอาด และรูปหน้างานให้ทีมเทคนิคตรวจสอบก่อนกำหนดระบบขั้นสุดท้าย โดยเฉพาะบ่อเคมี ถังน้ำเสียอุตสาหกรรม และพื้นที่ปิดอับอากาศ
สรุป: สเปคดีต้องจับคู่กับระบบหน้างานที่ดี
SikaCor®-950 F เป็น coating ที่วิศวกรเลือกใช้ในงานโครงสร้างเพราะมีสเปคครบ ตรวจสอบได้ และเหมาะกับสภาพแวดล้อมหนักกว่างานสีทั่วไป ทั้งบนเหล็กและคอนกรีต จุดเด่นคือชั้นฟิล์มแข็งแรง ทนแรงกระแทก ทนการขีดข่วน ทนน้ำ และทนสารเคมีหลายกลุ่มตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ พร้อมตัวเลขสำคัญอย่างอัตราผสม 93:7 โดยน้ำหนัก ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน ปริมาณใช้ 0.380 กก./ตร.ม. และแห้งสมบูรณ์ประมาณ 7 วันที่ +20°C
แต่การเลือก SikaCor®-950 F ให้ได้ผลจริงต้องไม่หยุดที่การซื้อสินค้า ต้องทำให้ครบตั้งแต่สำรวจสารเคมีและสภาพแวดล้อม เตรียมผิวเหล็กถึง Sa 2 1/2 หรือเตรียมคอนกรีตให้แข็งแรงและความชื้นไม่เกิน 8% ผสมตามอัตราส่วน ใช้อุปกรณ์ให้เหมาะ คุมความหนาฟิล์ม และทาทับในช่วงเวลาที่กำหนด เมื่อทุกขั้นตอนถูกจัดเป็นระบบ coating นี้จึงทำงานได้เต็มศักยภาพและช่วยลดต้นทุนซ่อมบำรุงระยะยาว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ข้อมูลสเปคและวิธีใช้อ้างอิงจากหน้า SikaCor®-950 F บน Sika Thailand และเอกสาร Product Data Sheet/Safety Data Sheet ที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจเอกสารล่าสุดและเงื่อนไขหน้างานจริงก่อนใช้งานทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
SikaCor®-950 F คือวัสดุอะไร?
SikaCor®-950 F เป็นวัสดุเคลือบผิวประเภทอีพ็อกซี่ 2 ส่วนผสมผสมแร่ธาตุ สำหรับปกป้องพื้นผิวเหล็กและคอนกรีตในงานหนัก เช่น งานใต้ดิน ใต้น้ำ ถังน้ำเสีย และโครงสร้างที่สัมผัสความชื้นหรือสารเคมีบางกลุ่ม
ทำไมวิศวกรถึงเลือก SikaCor®-950 F?
เพราะมีสเปคที่ตรวจสอบได้ เช่น อัตราผสม ความหนาฟิล์ม ปริมาณใช้ เวลาแห้ง การเตรียมผิว และข้อจำกัดการใช้งานชัดเจน ทำให้เขียนสเปค วางแผนงาน และตรวจคุณภาพหน้างานได้เป็นระบบ
SikaCor®-950 F ใช้กับเหล็กต้องเตรียมผิวอย่างไร?
พื้นผิวเหล็กควรพ่นขัดให้ได้ความสะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 ปราศจากคราบน้ำมัน ไขมัน และสิ่งปนเปื้อน โดยมีความลึกเฉลี่ย RZ ไม่น้อยกว่า 50 ไมโครเมตร
SikaCor®-950 F ใช้กับคอนกรีตได้ไหม?
ใช้ได้กับคอนกรีตที่แข็งแรง ยึดเกาะได้ดี สะอาด ปราศจากฝุ่น ปูนหลุดร่อน และคราบสกปรก ความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% และต้องซ่อมรอยแตก ร่อง หรือรูโพรงก่อนเคลือบ
อัตราส่วนผสม SikaCor®-950 F เท่าไร?
อัตราส่วนส่วนประกอบ A:B คือ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร ควรกวนส่วน A ก่อน เติมส่วน B แล้วปั่นให้เข้ากันอย่างน้อย 3 นาที ก่อนเทลงถังสะอาดและปั่นซ้ำสั้น ๆ
SikaCor®-950 F ใช้กี่กิโลกรัมต่อตารางเมตร?
ที่ฟิล์มแห้ง 150 ไมโครเมตรและฟิล์มเปียก 200 ไมโครเมตร ปริมาณใช้ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. หรือประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. ยังไม่รวม loss จากผิวจริง วิธีทา และรายละเอียดชิ้นงาน
SikaCor®-950 F แห้งกี่ชั่วโมง?
ที่ +20°C แห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งจนสามารถใช้งานได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งตัวสมบูรณ์ประมาณ 7 วันเมื่อมีอากาศถ่ายเทดี อุณหภูมิต่ำจะทำให้แห้งช้าลง
ทาทับชั้นถัดไปต้องรอนานแค่ไหน?
ขึ้นกับอุณหภูมิ เช่น +20°C รอขั้นต่ำ 12 ชั่วโมงและสูงสุด 48 ชั่วโมง ส่วน +30°C รอขั้นต่ำ 6 ชั่วโมงและสูงสุด 24 ชั่วโมง หากเกินเวลาสูงสุดต้องกระตุ้นผิวด้วย sweep blasting และกำจัดฝุ่นก่อนทาทับ
SikaCor®-950 F ใช้กับถังน้ำดื่มได้ไหม?
ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม หากเป็นถังน้ำดื่ม น้ำประปา หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย ควรเลือก coating ที่ได้รับการรับรองสำหรับงานนั้นโดยตรง
ซื้อ SikaCor®-950 F ได้ที่ไหน?
สามารถดูรายละเอียดที่หน้า SikaCor®-950 F ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และให้ทีมงานช่วยคำนวณปริมาณจากพื้นที่จริง
