ยาแนวพื้นคลังสินค้าและโกดัง ทำไมผู้รับเหมาถึงเลือก Sikaflex PRO-3?
SIKAFLEX PRO-3 FOR WAREHOUSE FLOOR JOINTS

ยาแนวพื้นคลังสินค้าและโกดัง ทำไมผู้รับเหมาถึงเลือก Sikaflex PRO-3?

รอยต่อพื้นโกดังไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ เพราะเป็นจุดที่รับการเคลื่อนตัวของพื้น รับแรงจากรถเข็น รถขนส่ง และการใช้งานซ้ำทุกวัน Sikaflex® PRO-3 จึงถูกเลือกในงานพื้นคลังสินค้า พื้นบริเวณส่วนผลิต ลานจอดรถ และพื้นจราจร เพราะเป็นกาวยาแนวโพลียูรีเทนส่วนประกอบเดียวที่ยืดหยุ่น กันน้ำ ทนแรงทางกล และทนสารเคมีได้ดีตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่แนบ

รองรับการเคลื่อนตัว ±35% PU 1 ส่วน พร้อมใช้งาน อัตราบ่ม ~3.5 มม./24 ชม. ใช้ได้ภายในและภายนอก
600 มล.หลอดนิ่มต่อชิ้น บรรจุ 20 หลอด/กล่อง
10-40 มม.ช่วงความกว้างรอยต่อที่เอกสารระบุ
+5 ถึง +40°Cอุณหภูมิแวดล้อมและพื้นผิวขณะใช้งาน
Sikaflex PRO-3 กาวยาแนวโพลียูรีเทนสำหรับพื้นโกดังและคลังสินค้า

Sikaflex® PRO-3

กาวยาแนวประเภทโพลียูรีเทนสำหรับงานพื้น ใช้ยาแนวรอยต่อแนวตั้งและแนวนอน ทั้งภายในและภายนอกอาคาร เหมาะกับพื้นอาคาร พื้นทางเดิน พื้นจราจร ลานจอดรถ พื้นโกดังสินค้า และพื้นบริเวณส่วนผลิต

Quick Answer: ทำไม Sikaflex PRO-3 เหมาะกับพื้นคลังสินค้า?

คำตอบสั้น

เพราะ Sikaflex® PRO-3 เป็นกาวยาแนวโพลียูรีเทนส่วนประกอบเดียวสำหรับงานพื้นโดยตรง มีความยืดหยุ่น รองรับการเคลื่อนตัวได้ถึง ±35% ตาม ASTM C 719 ทนแรงทางกลและทนสารเคมีได้ดี บ่มตัวโดยไม่เกิดฟองอากาศ และใช้ได้กับรอยต่อพื้นอาคาร พื้นทางเดิน พื้นจราจร ลานจอดรถ พื้นโกดังสินค้า และพื้นบริเวณส่วนผลิตตามเอกสารผลิตภัณฑ์ที่แนบ

ในงานโกดังหรือคลังสินค้า ปัญหารอยต่อพื้นมักเกิดจากการเลือกยาแนวที่ไม่เหมาะกับการเคลื่อนตัวและแรงใช้งานจริง พื้นคอนกรีตมีการขยายตัว หดตัว และรับแรงกระแทกจากล้อหรืออุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้า หากยาแนวแข็งเกินไปอาจฉีกขาด หากอ่อนหรือยึดเกาะไม่ดีอาจหลุดจากขอบรอยต่อ และถ้าเตรียมพื้นผิวไม่สะอาดก็เกิดช่องว่างหรือฟองอากาศที่ลดอายุใช้งานได้

จุดที่ทำให้ Sikaflex PRO-3 น่าสนใจสำหรับผู้รับเหมาคือเป็นระบบที่มีข้อมูลทางเทคนิคครบ ตั้งแต่ความกว้างและความลึกของรอยต่อ อุณหภูมิใช้งาน อัตราการบ่ม เวลาแต่งผิว การเตรียมพื้นผิว ไปจนถึงสารรองพื้นสำหรับพื้นผิวมีรูพรุนและไม่มีรูพรุน ทำให้วางแผนงานได้ชัดกว่าเลือกยาแนวจากคำบอกเล่าหรือดูแค่สีและราคา

ทำไมผู้รับเหมาถึงเลือก Sikaflex PRO-3 ในงานพื้นโกดังและคลังสินค้า?

เหตุผลแรกคือผลิตภัณฑ์ถูกระบุการใช้งานกับงานพื้นอย่างตรงตัว เอกสารผลิตภัณฑ์บอกว่า Sikaflex PRO-3 ใช้ยาแนวรอยต่อแนวตั้งและแนวนอน ทั้งภายในและภายนอกอาคาร และยกตัวอย่างพื้นที่ใช้งาน เช่น พื้นอาคาร พื้นสำหรับทางเดินและพื้นจราจร ลานจอดรถ พื้นโกดังสินค้า และพื้นบริเวณส่วนผลิต ซึ่งตรงกับหน้างานที่ผู้รับเหมาพบในโครงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์

เหตุผลที่สองคือความยืดหยุ่นและการคืนตัว เอกสารระบุอัตราการยืดตัวจนขาดประมาณ 600% อัตราการหดตัวกลับประมาณ 90% และรองรับการเคลื่อนตัว ±25% ตาม ISO 9047 หรือ ±35% ตาม ASTM C 719 ข้อมูลชุดนี้สำคัญมากกับรอยต่อพื้นคอนกรีต เพราะรอยต่อไม่ได้อยู่นิ่ง แต่ต้องรับการขยายตัว หดตัว และการเคลื่อนตัวซ้ำ ๆ ตลอดอายุการใช้งาน

เหตุผลที่สามคือทนแรงทางกลและสารเคมีได้ดีตามคุณลักษณะผลิตภัณฑ์ รวมถึงมีรายงานการต้านทานสารเคมีตาม DIN EN 14187 และข้อมูลการต้านทานน้ำกับน้ำเค็มจากการทดสอบประสิทธิภาพ EN 15651-4 สำหรับโกดังที่มีรถเข็น พื้นที่ผลิต หรือพื้นที่ที่อาจเจอน้ำและคราบจากการทำงาน การเลือกยาแนวที่มีข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการซ่อมซ้ำ

เหมาะกับพื้นใช้งานจริง

ระบุการใช้งานกับพื้นโกดัง พื้นจราจร ลานจอดรถ และพื้นที่ผลิต

ยืดหยุ่นและคืนตัว

รองรับการเคลื่อนตัวสูง มี elongation และ elastic recovery ตามเอกสาร

วางแผนงานง่าย

มีตัวเลขการบ่ม เวลาแต่งผิว อุณหภูมิใช้งาน และขนาดรอยต่อชัดเจน

สเปกสำคัญของ Sikaflex PRO-3 สำหรับงานยาแนวพื้น

Sikaflex PRO-3 เป็นกาวยาแนวส่วนประกอบเดียว ประเภทโพลียูรีเทน ใช้ i-Cure® Technology บรรจุในหลอดนิ่มขนาด 600 มิลลิลิตร สีเทา อายุผลิตภัณฑ์ 15 เดือนนับจากวันที่ผลิต หากเก็บในบรรจุภัณฑ์เดิมที่ปิดสนิท ไม่เสียหาย จัดเก็บในที่แห้ง ไม่โดนแสงแดดโดยตรง ที่อุณหภูมิ +5°C ถึง +25°C

หัวข้อข้อมูลจากเอกสารผลิตภัณฑ์ความหมายกับงานโกดัง
ส่วนประกอบหลักโพลียูรีเทน i-Cure® Technologyเป็นยาแนวยืดหยุ่นส่วนประกอบเดียว พร้อมใช้งาน
ความหนาแน่นประมาณ 1.35 กก./ลิตร ตาม ISO 1183-1ใช้ประเมินปริมาณและน้ำหนักวัสดุในงานจริง
ค่าความแข็ง Shore Aประมาณ 37 ที่อายุ 28 วัน ตาม ISO 868เหมาะกับรอยต่อที่ต้องยืดหยุ่น ไม่ใช่วัสดุแข็งเปราะ
ค่าโมดูลัสแรงดึงคงที่ประมาณ 0.60 N/mm² ที่ 100% elongation ที่ +23°Cช่วยให้รอยต่อรับการเคลื่อนตัวได้โดยไม่ตึงเกินไป
อัตราการยืดตัวจนขาดประมาณ 600% ตาม ISO 37เหมาะกับรอยต่อที่ต้องรับการยืดหดซ้ำ
อัตรารองรับการเคลื่อนตัว±25% ตาม ISO 9047 และ ±35% ตาม ASTM C 719เป็นเหตุผลหลักที่เหมาะกับรอยต่อพื้นอุตสาหกรรม
อุณหภูมิการใช้งาน-40°C ถึง +70°Cรองรับช่วงอุณหภูมิใช้งานกว้างหลังวัสดุบ่มแล้ว
อัตราการบ่มประมาณ 3.5 มม./24 ชม. ที่ +23°C และ RH 50%ต้องวางแผนเปิดใช้งานตามความลึกรอยต่อและสภาพอากาศ
เวลาในการแข็งตัวประมาณ 60 นาที ที่ +23°C และ RH 50%ช่วยกำหนดจังหวะป้องกันฝุ่นและการรบกวนผิว
ระยะเวลาแต่งผิวประมาณ 50 นาที ที่ +23°C และ RH 50%ทีมงานต้องยิงและปาดแต่งภายในช่วงเวลานี้

ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าจากการทดสอบในห้องทดลอง เอกสารระบุว่าค่าจากการใช้งานจริงอาจแตกต่างตามสภาพแวดล้อม ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม ดังนั้นงานโกดังขนาดใหญ่ควรจัดพื้นที่ทดลองหรือทำตัวอย่างก่อน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝุ่น ความชื้น ลมแรง หรือเปิดให้มีการสัญจรเร็วหลังยาแนว

การออกแบบรอยต่อพื้น: ตัวเลขที่ควรรู้ก่อนยิง Sikaflex PRO-3

รอยต่อที่ดีไม่ได้เริ่มจากการยิงกาว แต่เริ่มจากการออกแบบความกว้างและความลึกให้เหมาะสม เอกสารระบุว่าต้องออกแบบรอยต่อให้มีความกว้างพอกับการเคลื่อนตัวของกาวยาแนว ความกว้างรอยต่อต้องมากกว่า 10 มม. และไม่เกิน 40 มม. โดยอัตราส่วนความกว้างต่อความลึกอยู่ที่ 1:0.8 พร้อมใช้โฟมประเภทโพลีเอทีลีนเป็นวัสดุเสริมร่อง

สภาพการใช้งานระยะรอยต่อความกว้างขั้นต่ำความลึกขั้นต่ำ
ภายใน2-6 เมตร10 มม.10 มม.
ภายใน8 เมตร15 มม.12 มม.
ภายใน10 เมตร18 มม.15 มม.
ภายนอก4 เมตร15 มม.12 มม.
ภายนอก6 เมตร20 มม.17 มม.
ภายนอก8 เมตร28 มม.22 มม.
ภายนอก10 เมตร35 มม.28 มม.

สำหรับการคำนวณปริมาณ เอกสารให้ตัวอย่างความยาวรอยต่อจากบรรจุภัณฑ์ 300 มิลลิลิตร เช่น รอยต่อ 10x10 มม. ได้ประมาณ 6 เมตร, 15x12 มม. ได้ประมาณ 3.3 เมตร, 20x16 มม. ได้ประมาณ 1.9 เมตร, 25x20 มม. ได้ประมาณ 1.2 เมตร และ 30x24 มม. ได้ประมาณ 0.8 เมตร หากใช้หลอดนิ่ม 600 มิลลิลิตร ปริมาณโดยหลักการจะคิดจากปริมาตรรอยต่อและควรเผื่อสูญเสียจากหน้างานจริง

จุดสำคัญ: ถ้ารอยต่อกว้างกว่าปกติ เอกสารแนะนำให้ติดต่อฝ่ายบริการทางเทคนิคเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และแนวรอยต่อทุกแนวต้องออกแบบให้เหมาะสมตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อนทำการยาแนว

วิธีใช้งาน Sikaflex PRO-3 ให้รอยต่อพื้นแน่นและเรียบร้อย

การใช้งานเริ่มจากพื้นผิวที่จะยาแนวต้องสะอาด แห้ง แน่น และปราศจากคราบน้ำมัน จาระบี ฝุ่น เศษปูนที่หลุดล่อน หรือวัสดุที่ไม่แข็งแรง เทคนิคที่เอกสารระบุสำหรับกำจัดคราบ ได้แก่ ขัดด้วยแปรงลวด เจียด้วยเครื่องขัด พ่นขัดด้วยเม็ดทราย หรือใช้เครื่องมือกลที่เหมาะสม หากรอยต่อบิ่นหรือแตก ควรซ่อมแซมก่อนด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

  1. เตรียมรอยต่อ: ตัดรอยต่อหรือล้างเศษปูนออกให้หมด แล้วปล่อยให้พื้นผิวแห้งก่อนทำงาน
  2. กำจัดฝุ่น: เอาฝุ่นและเศษปูนที่หลุดร่อนออกให้หมดก่อนลงน้ำยากระตุ้นพื้นผิว สารรองพื้น หรือกาวยาแนว
  3. ปิดกระดาษกาว: ปิดรอยต่อทั้งสองข้างเพื่อให้เส้นยาแนวเรียบร้อยและเต็มร่อง แกะออกขณะที่กาวยังไม่แห้ง
  4. ใส่วัสดุเสริมร่อง: อัดโฟมเสริมร่องที่มีขนาดเหมาะสม เพื่อให้เหลือความลึกตามที่ออกแบบไว้
  5. ทาสารรองพื้นเมื่อจำเป็น: คอนกรีต ปูนฉาบ มอร์ต้า และอิฐก่อปูนฉาบ ให้ใช้ Sika® Primer-3 N หรือ Sika® Primer-210 แล้วรออย่างน้อย 30 นาที และไม่เกิน 8 ชั่วโมงก่อนยาแนว
  6. ยิงกาวให้เต็มร่อง: Sikaflex PRO-3 เป็นส่วนผสมเดียวพร้อมใช้งาน ตัดจุกหลอด บรรจุลงปืน แล้วยิงให้เต็มร่องอย่างสม่ำเสมอ ระวังไม่ให้เกิดฟองอากาศ
  7. ปาดและกดให้แน่น: หลังยิงเสร็จให้ปาดและกดกาวไปตามร่องทันที เพื่อการยึดเกาะที่ดีและผิวหน้าที่เรียบสวย

สำหรับพื้นผิวไม่มีรูพรุน เช่น อลูมิเนียม เหล็กสเตนเลส พีวีซี เหล็กชุบกัลวาไนซ์ หรือกระเบื้องเคลือบ เอกสารระบุแนวทางใช้ Sika® Aktivator-205 หรือ Sika® Primer รุ่นที่เหมาะสมตามประเภทพื้นผิว โดยต้องรอเวลาระเหยตามกำหนดก่อนยิงกาว ส่วนงานพิเศษควรทดสอบการยึดเกาะร่วมกับทุกฝ่ายก่อนทำงานจริง

การทำความสะอาด: เครื่องมือและอุปกรณ์ควรทำความสะอาดทันทีด้วย Sika® Remover-208 หากวัสดุแข็งตัวแล้ว ต้องกำจัดด้วยเครื่องมือทางกลเท่านั้น และสามารถทำความสะอาดผิวด้วย Sika® Cleaning Wipes-100 ตามเอกสารผลิตภัณฑ์

ข้อจำกัดและข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม

แม้ Sikaflex PRO-3 จะเหมาะกับงานพื้นหลายประเภท แต่เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุข้อจำกัดชัดเจน ผู้รับเหมาควรอ่านก่อนเสนอราคาและก่อนเริ่มงาน เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากการใช้ผิดพื้นผิว ผิดสภาพแวดล้อม หรือเปิดใช้งานเร็วเกินไป

  • อุณหภูมิแวดล้อมและอุณหภูมิพื้นผิวขณะใช้งานต้องอยู่ระหว่าง +5°C ถึง +40°C และพื้นผิวต้องสูงกว่าอุณหภูมิจุดน้ำค้างอย่างน้อย +3°C
  • ห้ามใช้บนพื้นผิวบิทูมินัส ยางธรรมชาติ ยาง EPDM หรือวัสดุก่อสร้างที่มีน้ำมัน สารพลาสติไซเซอร์ หรือตัวทำละลายติดอยู่ ซึ่งอาจทำให้ยาแนวเสียหาย
  • ห้ามใช้ในสระว่ายน้ำและรอบสระว่ายน้ำ
  • ขณะที่วัสดุยังไม่แห้ง ห้ามให้สัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ปฏิกิริยาการแห้งตัวไม่สมบูรณ์
  • สามารถทาสีทับได้หลายระบบ แต่ต้องทดสอบความเข้ากันได้ก่อน และควรปล่อยให้กาวยาแนวแห้งและแข็งตัวสมบูรณ์ก่อนทาสี
  • สีของยาแนวอาจเปลี่ยนจากสารเคมี อุณหภูมิสูง หรือรังสียูวี โดยเอกสารระบุว่าอาจกระทบความสวยงาม แต่ไม่จำเป็นต้องกระทบประสิทธิภาพหรือความทนทาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ยิงกาวบนร่องที่ยังมีฝุ่นหรือชื้น, ไม่ใส่โฟมเสริมร่อง, ไม่คุมความลึกรอยต่อ, ใช้สารรองพื้นแทนการทำความสะอาดผิว, และเปิดใช้งานก่อนวัสดุบ่มตามความลึกจริง ปัญหาเหล่านี้ทำให้รอยต่อหลุด ฉีก หรือไม่สวยได้แม้เลือกสินค้าถูกต้องแล้ว

ความปลอดภัยจาก SDS: ใช้งานอย่างไรให้เหมาะกับทีมหน้างาน

เอกสารข้อมูลความปลอดภัยของ Sikaflex PRO-3 ระบุการจำแนก GHS ด้านการทำให้ไวต่อการกระตุ้นอาการแพ้ต่อผิวหนัง ประเภทย่อย 1 พร้อมคำสัญญาณ “ระวัง” และข้อความ H317 ว่าอาจทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนัง จึงควรจัดการเรื่องอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและสุขอนามัยหน้างานให้ชัดก่อนเริ่มยิงกาว

ป้องกันผิวหนัง

สวมถุงมือป้องกันอันตราย และหลีกเลี่ยงไม่ให้สารเข้าตา โดนผิวหนัง หรือเสื้อผ้า

ควบคุมการหายใจ

หลีกเลี่ยงการสูดดมไอหรือหมอกละออง หากการระบายอากาศไม่เพียงพอให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ

สุขอนามัยหน้างาน

ห้ามรับประทานอาหาร ดื่ม หรือสูบบุหรี่ขณะใช้งาน และล้างมือก่อนพักหรือสิ้นสุดวันทำงาน

หากสัมผัสผิวหนัง SDS ระบุให้ล้างด้วยสบู่และน้ำปริมาณมาก หากเกิดการระคายเคืองหรือผื่นแดงให้รับคำแนะนำจากแพทย์ และซักเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากเข้าตาให้ถอดคอนแทคเลนส์ เปิดตาให้กว้างขณะล้าง และพบผู้เชี่ยวชาญหากยังระคายเคือง ส่วนการกำจัดของเสียและภาชนะควรส่งให้บริษัทจัดการของเสียที่มีใบอนุญาต และห้ามทำให้ทางน้ำหรือคูน้ำปนเปื้อนด้วยสารเคมีหรือภาชนะใช้แล้ว

สรุป: Sikaflex PRO-3 เหมาะเมื่อรอยต่อพื้นต้องรับงานหนักและต้องการข้อมูลเทคนิคชัด

สำหรับงานพื้นคลังสินค้าและโกดัง Sikaflex PRO-3 เป็นตัวเลือกที่ผู้รับเหมาพิจารณาได้อย่างจริงจัง เพราะเอกสารผลิตภัณฑ์ระบุการใช้งานกับพื้นโกดังสินค้า พื้นบริเวณส่วนผลิต พื้นจราจร ลานจอดรถ และพื้นทางเดินโดยตรง พร้อมคุณสมบัติยืดหยุ่น กันน้ำ ทนแรงทางกล ทนสารเคมี และบ่มตัวโดยไม่เกิดฟองอากาศ

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นกับตัวสินค้าอย่างเดียว ต้องออกแบบความกว้างและความลึกรอยต่อให้เหมาะสม ใช้โฟมเสริมร่อง เตรียมพื้นผิวให้สะอาด แห้ง แน่น เลือก primer หรือ activator ให้ตรงกับพื้นผิว และควบคุมสภาพหน้างานตามอุณหภูมิที่เอกสารกำหนด เมื่อทำครบทุกขั้นตอน Sikaflex PRO-3 จะช่วยให้รอยต่อพื้นโกดังมีความยืดหยุ่น ยึดเกาะดี และพร้อมรองรับการใช้งานจริงในระยะยาว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: บทความนี้ใช้ข้อมูลจากเอกสารที่แนบเท่านั้น ได้แก่ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Sikaflex® PRO-3 ฉบับพฤษภาคม 2564 Version 03.01 และเอกสารข้อมูลความปลอดภัย Sikaflex® PRO-3 ฉบับวันที่ 2021/01/08

คำถามที่พบบ่อย

Sikaflex PRO-3 ใช้กับพื้นโกดังได้ไหม?

ใช้ได้ตามเอกสารผลิตภัณฑ์ ซึ่งระบุการใช้งานกับพื้นโกดังสินค้า พื้นบริเวณส่วนผลิต พื้นจราจร พื้นทางเดิน ลานจอดรถ และพื้นอาคาร ทั้งงานภายในและภายนอกอาคาร

Sikaflex PRO-3 เป็นกาวยาแนวประเภทอะไร?

เป็นกาวยาแนวส่วนประกอบเดียว ประเภทโพลียูรีเทน ใช้ i-Cure® Technology และเป็นสินค้าพร้อมใช้งาน ไม่ต้องผสมหลายส่วนก่อนยิงกาว

รองรับการเคลื่อนตัวได้เท่าไร?

เอกสารระบุอัตรารองรับการเคลื่อนตัว ±25% ตาม ISO 9047 และ ±35% ตาม ASTM C 719 จึงเหมาะกับรอยต่อที่ต้องรับการขยายตัวและหดตัวของพื้น

ควรออกแบบรอยต่อกว้างและลึกเท่าไร?

เอกสารระบุว่าความกว้างรอยต่อต้องมากกว่า 10 มม. และไม่เกิน 40 มม. โดยอัตราส่วนความกว้างต่อความลึกอยู่ที่ 1:0.8 และต้องออกแบบตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อนทำการยาแนว

หนึ่งหลอดใช้ได้กี่เมตร?

เอกสารให้ตัวอย่างจาก 300 มิลลิลิตร เช่น รอยต่อ 10x10 มม. ได้ประมาณ 6 เมตร, 15x12 มม. ได้ประมาณ 3.3 เมตร และ 20x16 มม. ได้ประมาณ 1.9 เมตร หากใช้ 600 มิลลิลิตรควรคำนวณจากปริมาตรร่องจริงและเผื่อสูญเสียหน้างาน

ต้องใช้ primer หรือไม่?

ขึ้นกับพื้นผิวและสภาพหน้างาน สำหรับพื้นผิวมีรูพรุน เช่น คอนกรีต ปูนฉาบ มอร์ต้า และอิฐก่อปูนฉาบ เอกสารแนะนำ Sika® Primer-3 N หรือ Sika® Primer-210 และต้องรออย่างน้อย 30 นาที แต่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงก่อนยาแนว

ยิงกาวแล้วแต่งผิวได้นานแค่ไหน?

เอกสารระบุระยะเวลาแต่งผิวประมาณ 50 นาที และเวลาในการแข็งตัวประมาณ 60 นาที ที่อุณหภูมิ +23°C และความชื้นสัมพัทธ์ 50% ค่าจริงอาจเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม

Sikaflex PRO-3 ทาสีทับได้ไหม?

ทาสีทับได้กับวัสดุเคลือบสีทั่วไปหลายชนิด แต่ต้องทดสอบความเข้ากันได้ก่อน และควรปล่อยให้กาวยาแนวแห้งและแข็งตัวสมบูรณ์ก่อนทาสี เพราะสีที่ไม่ยืดหยุ่นอาจแตกร้าวบนแนวยาแนวได้

มีข้อห้ามใช้งานอะไรบ้าง?

ห้ามใช้บนพื้นผิวบิทูมินัส ยางธรรมชาติ ยาง EPDM หรือวัสดุที่มีน้ำมัน พลาสติไซเซอร์ หรือตัวทำละลายติดอยู่ ห้ามใช้ในสระว่ายน้ำและรอบสระว่ายน้ำ และขณะยังไม่แห้งต้องไม่ให้สัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์

SDS ระบุความเสี่ยงสำคัญอะไร?

SDS ระบุว่าอาจทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนัง จึงควรสวมถุงมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนังและดวงตา หลีกเลี่ยงการสูดดมไอหรือหมอกละออง และล้างมือก่อนพักหรือสิ้นสุดวันทำงาน

Similar Posts