ยาแนวพื้นคลังสินค้าและโกดัง ทำไมผู้รับเหมาถึงเลือก Sikaflex PRO-3?
รอยต่อพื้นโกดังไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ เพราะเป็นจุดที่รับการเคลื่อนตัวของพื้น รับแรงจากรถเข็น รถขนส่ง และการใช้งานซ้ำทุกวัน Sikaflex® PRO-3 จึงถูกเลือกในงานพื้นคลังสินค้า พื้นบริเวณส่วนผลิต ลานจอดรถ และพื้นจราจร เพราะเป็นกาวยาแนวโพลียูรีเทนส่วนประกอบเดียวที่ยืดหยุ่น กันน้ำ ทนแรงทางกล และทนสารเคมีได้ดีตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่แนบ
Sikaflex® PRO-3
กาวยาแนวประเภทโพลียูรีเทนสำหรับงานพื้น ใช้ยาแนวรอยต่อแนวตั้งและแนวนอน ทั้งภายในและภายนอกอาคาร เหมาะกับพื้นอาคาร พื้นทางเดิน พื้นจราจร ลานจอดรถ พื้นโกดังสินค้า และพื้นบริเวณส่วนผลิต
Quick Answer: ทำไม Sikaflex PRO-3 เหมาะกับพื้นคลังสินค้า?
เพราะ Sikaflex® PRO-3 เป็นกาวยาแนวโพลียูรีเทนส่วนประกอบเดียวสำหรับงานพื้นโดยตรง มีความยืดหยุ่น รองรับการเคลื่อนตัวได้ถึง ±35% ตาม ASTM C 719 ทนแรงทางกลและทนสารเคมีได้ดี บ่มตัวโดยไม่เกิดฟองอากาศ และใช้ได้กับรอยต่อพื้นอาคาร พื้นทางเดิน พื้นจราจร ลานจอดรถ พื้นโกดังสินค้า และพื้นบริเวณส่วนผลิตตามเอกสารผลิตภัณฑ์ที่แนบ
ในงานโกดังหรือคลังสินค้า ปัญหารอยต่อพื้นมักเกิดจากการเลือกยาแนวที่ไม่เหมาะกับการเคลื่อนตัวและแรงใช้งานจริง พื้นคอนกรีตมีการขยายตัว หดตัว และรับแรงกระแทกจากล้อหรืออุปกรณ์เคลื่อนย้ายสินค้า หากยาแนวแข็งเกินไปอาจฉีกขาด หากอ่อนหรือยึดเกาะไม่ดีอาจหลุดจากขอบรอยต่อ และถ้าเตรียมพื้นผิวไม่สะอาดก็เกิดช่องว่างหรือฟองอากาศที่ลดอายุใช้งานได้
จุดที่ทำให้ Sikaflex PRO-3 น่าสนใจสำหรับผู้รับเหมาคือเป็นระบบที่มีข้อมูลทางเทคนิคครบ ตั้งแต่ความกว้างและความลึกของรอยต่อ อุณหภูมิใช้งาน อัตราการบ่ม เวลาแต่งผิว การเตรียมพื้นผิว ไปจนถึงสารรองพื้นสำหรับพื้นผิวมีรูพรุนและไม่มีรูพรุน ทำให้วางแผนงานได้ชัดกว่าเลือกยาแนวจากคำบอกเล่าหรือดูแค่สีและราคา
ทำไมผู้รับเหมาถึงเลือก Sikaflex PRO-3 ในงานพื้นโกดังและคลังสินค้า?
เหตุผลแรกคือผลิตภัณฑ์ถูกระบุการใช้งานกับงานพื้นอย่างตรงตัว เอกสารผลิตภัณฑ์บอกว่า Sikaflex PRO-3 ใช้ยาแนวรอยต่อแนวตั้งและแนวนอน ทั้งภายในและภายนอกอาคาร และยกตัวอย่างพื้นที่ใช้งาน เช่น พื้นอาคาร พื้นสำหรับทางเดินและพื้นจราจร ลานจอดรถ พื้นโกดังสินค้า และพื้นบริเวณส่วนผลิต ซึ่งตรงกับหน้างานที่ผู้รับเหมาพบในโครงการอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์
เหตุผลที่สองคือความยืดหยุ่นและการคืนตัว เอกสารระบุอัตราการยืดตัวจนขาดประมาณ 600% อัตราการหดตัวกลับประมาณ 90% และรองรับการเคลื่อนตัว ±25% ตาม ISO 9047 หรือ ±35% ตาม ASTM C 719 ข้อมูลชุดนี้สำคัญมากกับรอยต่อพื้นคอนกรีต เพราะรอยต่อไม่ได้อยู่นิ่ง แต่ต้องรับการขยายตัว หดตัว และการเคลื่อนตัวซ้ำ ๆ ตลอดอายุการใช้งาน
เหตุผลที่สามคือทนแรงทางกลและสารเคมีได้ดีตามคุณลักษณะผลิตภัณฑ์ รวมถึงมีรายงานการต้านทานสารเคมีตาม DIN EN 14187 และข้อมูลการต้านทานน้ำกับน้ำเค็มจากการทดสอบประสิทธิภาพ EN 15651-4 สำหรับโกดังที่มีรถเข็น พื้นที่ผลิต หรือพื้นที่ที่อาจเจอน้ำและคราบจากการทำงาน การเลือกยาแนวที่มีข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการซ่อมซ้ำ
ระบุการใช้งานกับพื้นโกดัง พื้นจราจร ลานจอดรถ และพื้นที่ผลิต
รองรับการเคลื่อนตัวสูง มี elongation และ elastic recovery ตามเอกสาร
มีตัวเลขการบ่ม เวลาแต่งผิว อุณหภูมิใช้งาน และขนาดรอยต่อชัดเจน
สเปกสำคัญของ Sikaflex PRO-3 สำหรับงานยาแนวพื้น
Sikaflex PRO-3 เป็นกาวยาแนวส่วนประกอบเดียว ประเภทโพลียูรีเทน ใช้ i-Cure® Technology บรรจุในหลอดนิ่มขนาด 600 มิลลิลิตร สีเทา อายุผลิตภัณฑ์ 15 เดือนนับจากวันที่ผลิต หากเก็บในบรรจุภัณฑ์เดิมที่ปิดสนิท ไม่เสียหาย จัดเก็บในที่แห้ง ไม่โดนแสงแดดโดยตรง ที่อุณหภูมิ +5°C ถึง +25°C
| หัวข้อ | ข้อมูลจากเอกสารผลิตภัณฑ์ | ความหมายกับงานโกดัง |
|---|---|---|
| ส่วนประกอบหลัก | โพลียูรีเทน i-Cure® Technology | เป็นยาแนวยืดหยุ่นส่วนประกอบเดียว พร้อมใช้งาน |
| ความหนาแน่น | ประมาณ 1.35 กก./ลิตร ตาม ISO 1183-1 | ใช้ประเมินปริมาณและน้ำหนักวัสดุในงานจริง |
| ค่าความแข็ง Shore A | ประมาณ 37 ที่อายุ 28 วัน ตาม ISO 868 | เหมาะกับรอยต่อที่ต้องยืดหยุ่น ไม่ใช่วัสดุแข็งเปราะ |
| ค่าโมดูลัสแรงดึงคงที่ | ประมาณ 0.60 N/mm² ที่ 100% elongation ที่ +23°C | ช่วยให้รอยต่อรับการเคลื่อนตัวได้โดยไม่ตึงเกินไป |
| อัตราการยืดตัวจนขาด | ประมาณ 600% ตาม ISO 37 | เหมาะกับรอยต่อที่ต้องรับการยืดหดซ้ำ |
| อัตรารองรับการเคลื่อนตัว | ±25% ตาม ISO 9047 และ ±35% ตาม ASTM C 719 | เป็นเหตุผลหลักที่เหมาะกับรอยต่อพื้นอุตสาหกรรม |
| อุณหภูมิการใช้งาน | -40°C ถึง +70°C | รองรับช่วงอุณหภูมิใช้งานกว้างหลังวัสดุบ่มแล้ว |
| อัตราการบ่ม | ประมาณ 3.5 มม./24 ชม. ที่ +23°C และ RH 50% | ต้องวางแผนเปิดใช้งานตามความลึกรอยต่อและสภาพอากาศ |
| เวลาในการแข็งตัว | ประมาณ 60 นาที ที่ +23°C และ RH 50% | ช่วยกำหนดจังหวะป้องกันฝุ่นและการรบกวนผิว |
| ระยะเวลาแต่งผิว | ประมาณ 50 นาที ที่ +23°C และ RH 50% | ทีมงานต้องยิงและปาดแต่งภายในช่วงเวลานี้ |
ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าจากการทดสอบในห้องทดลอง เอกสารระบุว่าค่าจากการใช้งานจริงอาจแตกต่างตามสภาพแวดล้อม ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุม ดังนั้นงานโกดังขนาดใหญ่ควรจัดพื้นที่ทดลองหรือทำตัวอย่างก่อน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝุ่น ความชื้น ลมแรง หรือเปิดให้มีการสัญจรเร็วหลังยาแนว
การออกแบบรอยต่อพื้น: ตัวเลขที่ควรรู้ก่อนยิง Sikaflex PRO-3
รอยต่อที่ดีไม่ได้เริ่มจากการยิงกาว แต่เริ่มจากการออกแบบความกว้างและความลึกให้เหมาะสม เอกสารระบุว่าต้องออกแบบรอยต่อให้มีความกว้างพอกับการเคลื่อนตัวของกาวยาแนว ความกว้างรอยต่อต้องมากกว่า 10 มม. และไม่เกิน 40 มม. โดยอัตราส่วนความกว้างต่อความลึกอยู่ที่ 1:0.8 พร้อมใช้โฟมประเภทโพลีเอทีลีนเป็นวัสดุเสริมร่อง
| สภาพการใช้งาน | ระยะรอยต่อ | ความกว้างขั้นต่ำ | ความลึกขั้นต่ำ |
|---|---|---|---|
| ภายใน | 2-6 เมตร | 10 มม. | 10 มม. |
| ภายใน | 8 เมตร | 15 มม. | 12 มม. |
| ภายใน | 10 เมตร | 18 มม. | 15 มม. |
| ภายนอก | 4 เมตร | 15 มม. | 12 มม. |
| ภายนอก | 6 เมตร | 20 มม. | 17 มม. |
| ภายนอก | 8 เมตร | 28 มม. | 22 มม. |
| ภายนอก | 10 เมตร | 35 มม. | 28 มม. |
สำหรับการคำนวณปริมาณ เอกสารให้ตัวอย่างความยาวรอยต่อจากบรรจุภัณฑ์ 300 มิลลิลิตร เช่น รอยต่อ 10x10 มม. ได้ประมาณ 6 เมตร, 15x12 มม. ได้ประมาณ 3.3 เมตร, 20x16 มม. ได้ประมาณ 1.9 เมตร, 25x20 มม. ได้ประมาณ 1.2 เมตร และ 30x24 มม. ได้ประมาณ 0.8 เมตร หากใช้หลอดนิ่ม 600 มิลลิลิตร ปริมาณโดยหลักการจะคิดจากปริมาตรรอยต่อและควรเผื่อสูญเสียจากหน้างานจริง
จุดสำคัญ: ถ้ารอยต่อกว้างกว่าปกติ เอกสารแนะนำให้ติดต่อฝ่ายบริการทางเทคนิคเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม และแนวรอยต่อทุกแนวต้องออกแบบให้เหมาะสมตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อนทำการยาแนว
วิธีใช้งาน Sikaflex PRO-3 ให้รอยต่อพื้นแน่นและเรียบร้อย
การใช้งานเริ่มจากพื้นผิวที่จะยาแนวต้องสะอาด แห้ง แน่น และปราศจากคราบน้ำมัน จาระบี ฝุ่น เศษปูนที่หลุดล่อน หรือวัสดุที่ไม่แข็งแรง เทคนิคที่เอกสารระบุสำหรับกำจัดคราบ ได้แก่ ขัดด้วยแปรงลวด เจียด้วยเครื่องขัด พ่นขัดด้วยเม็ดทราย หรือใช้เครื่องมือกลที่เหมาะสม หากรอยต่อบิ่นหรือแตก ควรซ่อมแซมก่อนด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม
- เตรียมรอยต่อ: ตัดรอยต่อหรือล้างเศษปูนออกให้หมด แล้วปล่อยให้พื้นผิวแห้งก่อนทำงาน
- กำจัดฝุ่น: เอาฝุ่นและเศษปูนที่หลุดร่อนออกให้หมดก่อนลงน้ำยากระตุ้นพื้นผิว สารรองพื้น หรือกาวยาแนว
- ปิดกระดาษกาว: ปิดรอยต่อทั้งสองข้างเพื่อให้เส้นยาแนวเรียบร้อยและเต็มร่อง แกะออกขณะที่กาวยังไม่แห้ง
- ใส่วัสดุเสริมร่อง: อัดโฟมเสริมร่องที่มีขนาดเหมาะสม เพื่อให้เหลือความลึกตามที่ออกแบบไว้
- ทาสารรองพื้นเมื่อจำเป็น: คอนกรีต ปูนฉาบ มอร์ต้า และอิฐก่อปูนฉาบ ให้ใช้ Sika® Primer-3 N หรือ Sika® Primer-210 แล้วรออย่างน้อย 30 นาที และไม่เกิน 8 ชั่วโมงก่อนยาแนว
- ยิงกาวให้เต็มร่อง: Sikaflex PRO-3 เป็นส่วนผสมเดียวพร้อมใช้งาน ตัดจุกหลอด บรรจุลงปืน แล้วยิงให้เต็มร่องอย่างสม่ำเสมอ ระวังไม่ให้เกิดฟองอากาศ
- ปาดและกดให้แน่น: หลังยิงเสร็จให้ปาดและกดกาวไปตามร่องทันที เพื่อการยึดเกาะที่ดีและผิวหน้าที่เรียบสวย
สำหรับพื้นผิวไม่มีรูพรุน เช่น อลูมิเนียม เหล็กสเตนเลส พีวีซี เหล็กชุบกัลวาไนซ์ หรือกระเบื้องเคลือบ เอกสารระบุแนวทางใช้ Sika® Aktivator-205 หรือ Sika® Primer รุ่นที่เหมาะสมตามประเภทพื้นผิว โดยต้องรอเวลาระเหยตามกำหนดก่อนยิงกาว ส่วนงานพิเศษควรทดสอบการยึดเกาะร่วมกับทุกฝ่ายก่อนทำงานจริง
การทำความสะอาด: เครื่องมือและอุปกรณ์ควรทำความสะอาดทันทีด้วย Sika® Remover-208 หากวัสดุแข็งตัวแล้ว ต้องกำจัดด้วยเครื่องมือทางกลเท่านั้น และสามารถทำความสะอาดผิวด้วย Sika® Cleaning Wipes-100 ตามเอกสารผลิตภัณฑ์
ข้อจำกัดและข้อควรระวังที่ไม่ควรมองข้าม
แม้ Sikaflex PRO-3 จะเหมาะกับงานพื้นหลายประเภท แต่เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุข้อจำกัดชัดเจน ผู้รับเหมาควรอ่านก่อนเสนอราคาและก่อนเริ่มงาน เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากการใช้ผิดพื้นผิว ผิดสภาพแวดล้อม หรือเปิดใช้งานเร็วเกินไป
- อุณหภูมิแวดล้อมและอุณหภูมิพื้นผิวขณะใช้งานต้องอยู่ระหว่าง +5°C ถึง +40°C และพื้นผิวต้องสูงกว่าอุณหภูมิจุดน้ำค้างอย่างน้อย +3°C
- ห้ามใช้บนพื้นผิวบิทูมินัส ยางธรรมชาติ ยาง EPDM หรือวัสดุก่อสร้างที่มีน้ำมัน สารพลาสติไซเซอร์ หรือตัวทำละลายติดอยู่ ซึ่งอาจทำให้ยาแนวเสียหาย
- ห้ามใช้ในสระว่ายน้ำและรอบสระว่ายน้ำ
- ขณะที่วัสดุยังไม่แห้ง ห้ามให้สัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ปฏิกิริยาการแห้งตัวไม่สมบูรณ์
- สามารถทาสีทับได้หลายระบบ แต่ต้องทดสอบความเข้ากันได้ก่อน และควรปล่อยให้กาวยาแนวแห้งและแข็งตัวสมบูรณ์ก่อนทาสี
- สีของยาแนวอาจเปลี่ยนจากสารเคมี อุณหภูมิสูง หรือรังสียูวี โดยเอกสารระบุว่าอาจกระทบความสวยงาม แต่ไม่จำเป็นต้องกระทบประสิทธิภาพหรือความทนทาน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ยิงกาวบนร่องที่ยังมีฝุ่นหรือชื้น, ไม่ใส่โฟมเสริมร่อง, ไม่คุมความลึกรอยต่อ, ใช้สารรองพื้นแทนการทำความสะอาดผิว, และเปิดใช้งานก่อนวัสดุบ่มตามความลึกจริง ปัญหาเหล่านี้ทำให้รอยต่อหลุด ฉีก หรือไม่สวยได้แม้เลือกสินค้าถูกต้องแล้ว
ความปลอดภัยจาก SDS: ใช้งานอย่างไรให้เหมาะกับทีมหน้างาน
เอกสารข้อมูลความปลอดภัยของ Sikaflex PRO-3 ระบุการจำแนก GHS ด้านการทำให้ไวต่อการกระตุ้นอาการแพ้ต่อผิวหนัง ประเภทย่อย 1 พร้อมคำสัญญาณ “ระวัง” และข้อความ H317 ว่าอาจทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนัง จึงควรจัดการเรื่องอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและสุขอนามัยหน้างานให้ชัดก่อนเริ่มยิงกาว
สวมถุงมือป้องกันอันตราย และหลีกเลี่ยงไม่ให้สารเข้าตา โดนผิวหนัง หรือเสื้อผ้า
หลีกเลี่ยงการสูดดมไอหรือหมอกละออง หากการระบายอากาศไม่เพียงพอให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ
ห้ามรับประทานอาหาร ดื่ม หรือสูบบุหรี่ขณะใช้งาน และล้างมือก่อนพักหรือสิ้นสุดวันทำงาน
หากสัมผัสผิวหนัง SDS ระบุให้ล้างด้วยสบู่และน้ำปริมาณมาก หากเกิดการระคายเคืองหรือผื่นแดงให้รับคำแนะนำจากแพทย์ และซักเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากเข้าตาให้ถอดคอนแทคเลนส์ เปิดตาให้กว้างขณะล้าง และพบผู้เชี่ยวชาญหากยังระคายเคือง ส่วนการกำจัดของเสียและภาชนะควรส่งให้บริษัทจัดการของเสียที่มีใบอนุญาต และห้ามทำให้ทางน้ำหรือคูน้ำปนเปื้อนด้วยสารเคมีหรือภาชนะใช้แล้ว
สรุป: Sikaflex PRO-3 เหมาะเมื่อรอยต่อพื้นต้องรับงานหนักและต้องการข้อมูลเทคนิคชัด
สำหรับงานพื้นคลังสินค้าและโกดัง Sikaflex PRO-3 เป็นตัวเลือกที่ผู้รับเหมาพิจารณาได้อย่างจริงจัง เพราะเอกสารผลิตภัณฑ์ระบุการใช้งานกับพื้นโกดังสินค้า พื้นบริเวณส่วนผลิต พื้นจราจร ลานจอดรถ และพื้นทางเดินโดยตรง พร้อมคุณสมบัติยืดหยุ่น กันน้ำ ทนแรงทางกล ทนสารเคมี และบ่มตัวโดยไม่เกิดฟองอากาศ
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้ขึ้นกับตัวสินค้าอย่างเดียว ต้องออกแบบความกว้างและความลึกรอยต่อให้เหมาะสม ใช้โฟมเสริมร่อง เตรียมพื้นผิวให้สะอาด แห้ง แน่น เลือก primer หรือ activator ให้ตรงกับพื้นผิว และควบคุมสภาพหน้างานตามอุณหภูมิที่เอกสารกำหนด เมื่อทำครบทุกขั้นตอน Sikaflex PRO-3 จะช่วยให้รอยต่อพื้นโกดังมีความยืดหยุ่น ยึดเกาะดี และพร้อมรองรับการใช้งานจริงในระยะยาว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: บทความนี้ใช้ข้อมูลจากเอกสารที่แนบเท่านั้น ได้แก่ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Sikaflex® PRO-3 ฉบับพฤษภาคม 2564 Version 03.01 และเอกสารข้อมูลความปลอดภัย Sikaflex® PRO-3 ฉบับวันที่ 2021/01/08
คำถามที่พบบ่อย
Sikaflex PRO-3 ใช้กับพื้นโกดังได้ไหม?
ใช้ได้ตามเอกสารผลิตภัณฑ์ ซึ่งระบุการใช้งานกับพื้นโกดังสินค้า พื้นบริเวณส่วนผลิต พื้นจราจร พื้นทางเดิน ลานจอดรถ และพื้นอาคาร ทั้งงานภายในและภายนอกอาคาร
Sikaflex PRO-3 เป็นกาวยาแนวประเภทอะไร?
เป็นกาวยาแนวส่วนประกอบเดียว ประเภทโพลียูรีเทน ใช้ i-Cure® Technology และเป็นสินค้าพร้อมใช้งาน ไม่ต้องผสมหลายส่วนก่อนยิงกาว
รองรับการเคลื่อนตัวได้เท่าไร?
เอกสารระบุอัตรารองรับการเคลื่อนตัว ±25% ตาม ISO 9047 และ ±35% ตาม ASTM C 719 จึงเหมาะกับรอยต่อที่ต้องรับการขยายตัวและหดตัวของพื้น
ควรออกแบบรอยต่อกว้างและลึกเท่าไร?
เอกสารระบุว่าความกว้างรอยต่อต้องมากกว่า 10 มม. และไม่เกิน 40 มม. โดยอัตราส่วนความกว้างต่อความลึกอยู่ที่ 1:0.8 และต้องออกแบบตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อนทำการยาแนว
หนึ่งหลอดใช้ได้กี่เมตร?
เอกสารให้ตัวอย่างจาก 300 มิลลิลิตร เช่น รอยต่อ 10x10 มม. ได้ประมาณ 6 เมตร, 15x12 มม. ได้ประมาณ 3.3 เมตร และ 20x16 มม. ได้ประมาณ 1.9 เมตร หากใช้ 600 มิลลิลิตรควรคำนวณจากปริมาตรร่องจริงและเผื่อสูญเสียหน้างาน
ต้องใช้ primer หรือไม่?
ขึ้นกับพื้นผิวและสภาพหน้างาน สำหรับพื้นผิวมีรูพรุน เช่น คอนกรีต ปูนฉาบ มอร์ต้า และอิฐก่อปูนฉาบ เอกสารแนะนำ Sika® Primer-3 N หรือ Sika® Primer-210 และต้องรออย่างน้อย 30 นาที แต่ไม่เกิน 8 ชั่วโมงก่อนยาแนว
ยิงกาวแล้วแต่งผิวได้นานแค่ไหน?
เอกสารระบุระยะเวลาแต่งผิวประมาณ 50 นาที และเวลาในการแข็งตัวประมาณ 60 นาที ที่อุณหภูมิ +23°C และความชื้นสัมพัทธ์ 50% ค่าจริงอาจเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม
Sikaflex PRO-3 ทาสีทับได้ไหม?
ทาสีทับได้กับวัสดุเคลือบสีทั่วไปหลายชนิด แต่ต้องทดสอบความเข้ากันได้ก่อน และควรปล่อยให้กาวยาแนวแห้งและแข็งตัวสมบูรณ์ก่อนทาสี เพราะสีที่ไม่ยืดหยุ่นอาจแตกร้าวบนแนวยาแนวได้
มีข้อห้ามใช้งานอะไรบ้าง?
ห้ามใช้บนพื้นผิวบิทูมินัส ยางธรรมชาติ ยาง EPDM หรือวัสดุที่มีน้ำมัน พลาสติไซเซอร์ หรือตัวทำละลายติดอยู่ ห้ามใช้ในสระว่ายน้ำและรอบสระว่ายน้ำ และขณะยังไม่แห้งต้องไม่ให้สัมผัสผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮอล์
SDS ระบุความเสี่ยงสำคัญอะไร?
SDS ระบุว่าอาจทำให้เกิดการแพ้ที่ผิวหนัง จึงควรสวมถุงมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนังและดวงตา หลีกเลี่ยงการสูดดมไอหรือหมอกละออง และล้างมือก่อนพักหรือสิ้นสุดวันทำงาน
