SikaCor®-950 F: ปกป้องโครงสร้างคอนกรีตจากสารเคมีรุนแรง
SIKACOR 950 F CHEMICAL PROTECTION

SikaCor®-950 F: ตัวช่วยปกป้องโครงสร้างคอนกรีตจากสารเคมีรุนแรง

งานคอนกรีตในบ่อบำบัดน้ำเสีย ถังเก็บน้ำเสีย พื้นที่ชะล้าง หรือโครงสร้างที่สัมผัสน้ำและสารเคมี ไม่ควรพึ่งความแข็งแรงของคอนกรีตเพียงอย่างเดียว SikaCor®-950 F คือวัสดุเคลือบอีพ็อกซี่ผสมแร่สำหรับปกป้องพื้นผิวคอนกรีตและเหล็กในงานหนัก ช่วยลดการกัดกร่อนจากน้ำ สารเคมี และสภาพแวดล้อมที่ทำลายผิวโครงสร้างได้ต่อเนื่อง

อีพ็อกซี่ 2 ส่วน ทนน้ำและสารเคมี ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน ใช้ได้กับคอนกรีตและเหล็ก
93 : 7อัตราส่วนผสม A:B โดยน้ำหนัก
0.380 กก./ตร.ม.ปริมาณใช้ที่ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน
~75%ปริมาณของแข็งโดยปริมาตร
SikaCor-950 F วัสดุเคลือบป้องกันสารเคมีสำหรับคอนกรีตและเหล็ก

SikaCor®-950 F

วัสดุเคลือบผิวอีพ็อกซี่สำหรับงานปกป้องคอนกรีตและเหล็ก เหมาะกับโครงสร้างที่ต้องการความทนทานต่อการขีดข่วน แรงกระแทก น้ำ น้ำเสีย น้ำทะเล กรดและด่างเจือจาง รวมถึงสารเคมีบางประเภทตามเงื่อนไขการใช้งานจริง

Quick Answer: SikaCor-950 F เหมาะกับใคร?

คำตอบสั้น

SikaCor®-950 F เหมาะกับงานเคลือบปกป้องคอนกรีตและเหล็กที่ต้องเจอน้ำ สารเคมี และสภาพใช้งานหนัก เช่น บ่อบำบัดน้ำเสีย ถังเก็บน้ำเสีย พื้นที่อุตสาหกรรม หรือโครงสร้างที่ต้องการชั้นเคลือบอีพ็อกซี่ทนแรงขีดข่วนและแรงกระแทก โดยต้องเตรียมผิวให้แข็งแรง สะอาด คุมความชื้นคอนกรีตไม่เกิน 8% และผสมส่วนประกอบ A:B ให้ถูกอัตรา

จุดสำคัญของผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่แค่คำว่า “ทนสารเคมี” แต่คือการออกแบบให้เป็นระบบป้องกันผิวที่ยึดเกาะกับวัสดุฐานอย่างเหมาะสม ถ้าพื้นคอนกรีตยังมีความชื้นสูง มีผิวร่วน มีคราบน้ำมัน หรือยังไม่ได้ซ่อมโพรงและร่องแตกร้าว ชั้นเคลือบที่ดีแค่ไหนก็อาจหลุดร่อนหรือเกิดตำหนิได้เร็วกว่าที่ควร

สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำเสียอุตสาหกรรมหรือสารเคมีเฉพาะชนิด ควรเช็กข้อมูลสารเคมี อุณหภูมิ ความเข้มข้น ระยะเวลาสัมผัส และสภาพการใช้งานก่อนเลือกใช้ เพราะหน้า Sika ระบุชัดว่าบางกรณีต้องร้องขอและตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม

SikaCor-950 F คืออะไร และทำไมเหมาะกับงานปกป้องคอนกรีต?

SikaCor®-950 F เป็นวัสดุเคลือบผิวประเภทอีพ็อกซี่ 2 ส่วนที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างชั้นฟิล์มป้องกันบนพื้นผิวคอนกรีตและเหล็ก เมื่องานเคลือบแห้งและแข็งตัวสมบูรณ์ ชั้นฟิล์มจะช่วยรับมือกับการใช้งานหนัก การขีดข่วน แรงกระแทก น้ำ และสารเคมีได้ดี จึงเหมาะกับงานที่คอนกรีตไม่ได้เจอแค่น้ำฝนหรือน้ำธรรมดา แต่ต้องอยู่ในสภาพที่มีของเหลว สารละลาย เกลือ น้ำเสีย หรือสารทำความสะอาดเกี่ยวข้องเป็นประจำ

ในงานจริง โครงสร้างคอนกรีตที่ดูแข็งแรงอาจเสียหายจากสารเคมีได้ทีละน้อย เช่น ผิวปูนอ่อนตัว เกิดฝุ่น เกิดโพรง เหล็กเสริมเริ่มเสี่ยงสนิม หรือผิวภายในบ่อเกิดการกัดกร่อนสะสม การเคลือบด้วยวัสดุที่ออกแบบมาสำหรับสภาพเช่นนี้จึงช่วยยืดอายุโครงสร้าง ลดความถี่ในการซ่อม และช่วยให้การบำรุงรักษาง่ายขึ้นกว่าการปล่อยผิวคอนกรีตสัมผัสสารเคมีโดยตรง

ปกป้องผิวคอนกรีต

ช่วยลดการซึมผ่านและการกัดกร่อนจากน้ำหรือสารละลายที่สัมผัสผิว

รับงานหนัก

ทนต่อแรงขีดข่วนและแรงกระแทก เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความคงทนมากกว่าสีทาทั่วไป

ใช้ได้หลายพื้นผิว

รองรับทั้งคอนกรีตและเหล็ก เมื่อเตรียมพื้นผิวตามข้อกำหนดของระบบ

เหมาะกับงานแบบไหน: บ่อบำบัด ถังน้ำเสีย และพื้นที่สารเคมี

กลุ่มงานที่ควรพิจารณา SikaCor-950 F คือพื้นที่ที่พื้นผิวต้องรับน้ำหรือสารเคมีมากกว่างานอาคารทั่วไป เช่น บ่อบำบัดน้ำเสีย บ่อพักน้ำเสีย พื้นที่ชะล้าง พื้นที่ผลิตบางประเภท ผนังคอนกรีตภายในถังหรือบ่อ และโครงสร้างเหล็กที่ต้องการชั้นเคลือบป้องกันการกัดกร่อนร่วมกับระบบเตรียมผิวที่ถูกต้อง

จากข้อมูล Sika ผลิตภัณฑ์มีความทนทานต่อน้ำสะอาด น้ำผ่านกระบวนการผลิต น้ำกร่อย น้ำทะเล น้ำเสียจากแหล่งชุมชน สิ่งปฏิกูล กรดอนินทรีย์และด่างเจือจาง เกลือที่มีฤทธิ์เป็นกลาง น้ำมันแร่ น้ำมันเชื้อเพลิง จาระบี และสารซักล้าง อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้ไม่ทนต่อน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน ดังนั้นก่อนใช้กับโรงงานหรือพื้นที่มีสารเฉพาะ ควรระบุชนิดสารเคมีให้ชัด

ประเภทหน้างานเหตุผลที่เหมาะสิ่งที่ต้องเช็กเพิ่ม
บ่อบำบัดน้ำเสียชุมชนต้องการผิวเคลือบทนน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลความชื้นคอนกรีต รอยร้าว โพรง และการระบายอากาศระหว่างทำงาน
บ่อหรือถังน้ำทะเล/น้ำกร่อยต้องการชั้นปกป้องจากเกลือและน้ำที่สัมผัสต่อเนื่องการเตรียมผิว การทดสอบพื้นที่ และความหนาฟิล์มรวม
พื้น/ผนังในโรงงานทนแรงขีดข่วน แรงกระแทก และสารทำความสะอาดบางประเภทชนิดสารเคมี ความเข้มข้น อุณหภูมิ และความถี่ในการชะล้าง
โครงสร้างเหล็กใช้เป็นระบบเคลือบป้องกันเมื่อพ่นขัดถึงระดับที่กำหนดมาตรฐานความสะอาด Sa 2 1/2 และโปรไฟล์ผิว RZ ขั้นต่ำ

สเปกสำคัญของ SikaCor-950 F ที่ควรรู้ก่อนสั่งใช้

การเลือกวัสดุเคลือบป้องกันสารเคมีควรดูตัวเลขเทคนิคพร้อมเงื่อนไขการทำงาน ไม่ใช่ดูแค่ว่าเป็นอีพ็อกซี่หรือทนสารเคมี เพราะตัวเลขอย่างอัตราส่วนผสม อายุหลังผสม ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิพื้นผิว และปริมาณการใช้ ล้วนมีผลต่อคุณภาพฟิล์มจริงในหน้างาน

หัวข้อข้อมูลจาก Sikaความหมายต่อหน้างาน
สีสินค้าสีดำ และสีแดงอ่อนเลือกสีตามระบบตรวจสอบผิวและลักษณะพื้นที่ใช้งาน
บรรจุภัณฑ์SikaCor-950 F น้ำหนักสุทธิ 35 กก. และ 15 กก.ช่วยวางแผนปริมาณงานและจำนวนชุดที่ต้องเปิดผสมต่อรอบ
ความหนาแน่นประมาณ 1.9 กก./ลิตรใช้ประกอบการคำนวณปริมาณวัสดุและความหนาฟิล์ม
ปริมาณของแข็งประมาณ 75% โดยปริมาตร และ 88% โดยน้ำหนักเกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นฟิล์มหลังตัวทำละลายระเหย
อายุผลิตภัณฑ์2 ปีนับจากวันที่ผลิต หากจัดเก็บถูกวิธีควรตรวจวันผลิตและสภาพบรรจุภัณฑ์ก่อนใช้งาน
การเก็บรักษาจัดเก็บในที่แห้ง ไม่โดนแสงแดดโดยตรงลดความเสี่ยงวัสดุเสื่อมคุณภาพก่อนนำไปใช้งาน

มาตรฐาน: หน้า Sika ระบุว่าอยู่ระหว่างขอใบรับรองมาตรฐานสำหรับวัสดุเคลือบและปกป้องพื้นผิวคอนกรีตประเภทอีพ็อกซี่ตาม CE-marking EN 1504-2 ผู้ใช้งานควรตรวจเอกสารรุ่นล่าสุดก่อนนำไปอ้างอิงในสเปกโครงการ

อัตราส่วนผสม ปริมาณการใช้ และการคำนวณเบื้องต้น

SikaCor-950 F เป็นวัสดุ 2 ส่วนที่ต้องผสมส่วนประกอบ A และ B ให้ถูกอัตรา โดยข้อมูล Sika ระบุอัตราส่วนโดยน้ำหนักที่ 93 : 7 และโดยปริมาตรที่ 100 : 14 ห้ามกะด้วยสายตาหรือแบ่งผสมโดยไม่มีเครื่องชั่ง/ภาชนะตวงที่เหมาะสม เพราะอัตราส่วนผิดจะกระทบการแข็งตัว การยึดเกาะ และความทนทานของฟิล์มเคลือบ

รายการตัวเลขแนะนำหมายเหตุ
อัตราส่วน A:B โดยน้ำหนัก93 : 7ควรชั่งให้แม่น โดยเฉพาะการแบ่งผสมบางส่วน
อัตราส่วน A:B โดยปริมาตร100 : 14เหมาะเมื่อใช้อุปกรณ์ตวงที่ควบคุมได้จริง
ความหนาฟิล์มแห้ง150 ไมครอนตัวเลขอ้างอิงสำหรับชั้นฟิล์มหนึ่งชั้นตามข้อมูลปริมาณใช้
ความหนาฟิล์มเปียก200 ไมครอนต้องคุมด้วยเครื่องมือวัดฟิล์มเปียกในงานที่ต้องการมาตรฐาน
ปริมาณการใช้0.380 กก./ตร.ม.เทียบได้ประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. ที่ความหนาที่ระบุ

ตัวอย่างการประเมินอย่างง่าย: ถ้าต้องการเคลือบพื้นที่ 100 ตารางเมตรที่ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน ปริมาณวัสดุเชิงทฤษฎีประมาณ 38 กก. ก่อนเผื่อสูญเสียจากพื้นผิว วิธีทา สี เงื่อนไขหน้างาน และจำนวนชั้นจริง หากพื้นหยาบมากหรือใช้ลูกกลิ้ง/แปรง อาจต้องใช้วัสดุเพิ่มเพื่อให้ได้ความหนาฟิล์มตามต้องการ

เรื่องทินเนอร์: Sika ระบุให้ใช้ Sika® Thinner S ในปริมาณน้อยตามที่กำหนดเท่านั้น หากจำเป็นอาจเติมได้สูงสุด 5% เพื่อปรับความหนืด และเมื่อเติมทินเนอร์ พื้นผิวจะไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบเสร็จ

การเตรียมพื้นผิว: ขั้นตอนที่ตัดสินอายุการใช้งานของระบบ

งานเคลือบป้องกันสารเคมีเสียหายจำนวนมากไม่ได้เกิดจากตัววัสดุอย่างเดียว แต่เกิดจากพื้นผิวเดิมไม่พร้อม คอนกรีตต้องแข็งแรง ยึดเกาะได้ สะอาด และปราศจากเศษขุย ซีเมนต์ ฝุ่นผง ปูนหลุดล่อน รวมถึงคราบสกปรกอื่น ๆ ปริมาณความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% และถ้าเป็นพื้นผิวที่อยู่ใต้น้ำ การพ่นทรายหรือการเปิดผิวเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะยิ่งมีความสำคัญมาก

  1. ตรวจความแข็งแรงของคอนกรีต: หากมีผิวร่วน โพรง หรือร่องแตกร้าว ต้องซ่อมให้เรียบร้อยก่อนเคลือบ
  2. ทำความสะอาดผิว: กำจัดฝุ่น คราบน้ำมัน ไขมัน คราบซีเมนต์ และวัสดุที่ขวางการยึดเกาะ
  3. ควบคุมความชื้น: คอนกรีตควรมีความชื้นไม่เกิน 8% ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
  4. ซ่อมร่องหรือรูโพรง: หน้า Sika ระบุให้ซ่อมด้วย Sika Icoment®-520 Mortar ก่อนงานเคลือบ
  5. เตรียมเหล็ก: พ่นขัดให้สะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 ปราศจากน้ำมัน ไขมัน และมีค่า RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน

ถ้าหน้างานเป็นบ่อหรือถังที่เคยใช้งานมาก่อน ควรล้างคราบสะสมและปล่อยให้พื้นผิวแห้งตามเงื่อนไขที่กำหนดจริง ไม่ควรเร่งปิดงานขณะความชื้นยังสูง เพราะไอน้ำหรือสารปนเปื้อนใต้ชั้นเคลือบอาจดันฟิล์มให้พองหรือหลุดได้ในภายหลัง

วิธีใช้งาน ระยะเวลาหลังผสม และเวลาเคลือบทับ

ก่อนผสมให้กวนส่วนประกอบ A ให้ทั่วด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้า จากนั้นค่อย ๆ เติมส่วนประกอบ B และปั่นให้เข้ากันทั่วทั้งด้านข้างและก้นถังอย่างน้อย 3 นาที จนเนื้อวัสดุเนียนสม่ำเสมอ แล้วเทลงถังสะอาดเพื่อปั่นซ้ำสั้น ๆ การทำขั้นตอนนี้ช่วยลดจุดที่ผสมไม่ถึง ซึ่งเป็นสาเหตุของฟิล์มที่แข็งตัวไม่สมบูรณ์หรือเกิดตำหนิภายหลัง

อุณหภูมิระยะเวลาการใช้งานหลังผสมรอเคลือบทับต่ำสุดรอเคลือบทับสูงสุด
+10°Cควรอ้างอิงเอกสารล่าสุดของโครงการ30 ชั่วโมง72 ชั่วโมง
+15°Cควรอ้างอิงเอกสารล่าสุดของโครงการ24 ชั่วโมง60 ชั่วโมง
+20°C1.5 ชั่วโมง12 ชั่วโมง48 ชั่วโมง
+25°Cควรอ้างอิงเอกสารล่าสุดของโครงการ8 ชั่วโมง36 ชั่วโมง
+30°C45 นาที6 ชั่วโมง24 ชั่วโมง

วิธีการพ่นให้ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับความสม่ำเสมอของความหนาและลักษณะผิว หากใช้เครื่องพ่นไร้อากาศ ข้อมูล Sika ระบุแรงดันขั้นต่ำ 180 บาร์ ถอดแผ่นตะแกรงออก ขนาดหัวพ่นอย่างน้อย 0.38 มม. หรือ 0.015 นิ้ว มุมพ่นประมาณ 50 องศา เส้นผ่านศูนย์กลางท่อพ่นขั้นต่ำ 10 มม. และอุณหภูมิวัสดุขั้นต่ำ +15°C ส่วนการใช้แปรงหรือลูกกลิ้งทำได้ แต่บางกรณีอาจต้องเพิ่มปริมาณวัสดุหรือจำนวนชั้นเพื่อให้ได้ความหนาฟิล์มตามต้องการ

ข้อควรระวังสำคัญก่อนใช้ SikaCor-950 F

แม้ SikaCor-950 F จะถูกออกแบบมาสำหรับงานหนัก แต่ความสำเร็จของระบบขึ้นอยู่กับการคุมสภาพแวดล้อมและรายละเอียดหน้างาน อุณหภูมิของผลิตภัณฑ์และอุณหภูมิพื้นผิวต้องไม่ต่ำกว่า +10°C ค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงสุด 85% และอุณหภูมิพื้นผิวต้องสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดหยดน้ำควบแน่นบนผิวระหว่างทำงาน

ห้ามมองข้าม: ผิวเคลือบใหม่อาจเกิดความเสียหายหรือสีแตกลายได้หากสภาพหน้างานไม่ดี เช่น ความชื้นในอากาศสูง แม้บางกรณีอาจไม่กระทบคุณภาพเชิงป้องกัน แต่จะกระทบภาพลักษณ์และการตรวจรับงานได้

  • ไม่ควรใช้กับน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน เพราะข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าไม่ทนต่อกลุ่มนี้
  • งานน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนเลือกใช้ ไม่ควรสรุปจากคำว่า “น้ำเสีย” แบบรวมทุกประเภท
  • ต้องสวมแว่นตา ถุงมือ และเสื้อผ้าป้องกันระหว่างผสมและปฏิบัติงาน
  • ก่อนงานสำคัญควรทดสอบวิธีเคลือบที่หน้างาน เพื่อดูผิว ความหนา การไหล และความเหมาะสมของเครื่องมือ
  • ควรวางแผนพื้นที่ ระยะเวลาใช้งานหลังผสม และจำนวนคนให้พร้อม เพราะอายุหลังผสมสั้นลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ข้อมูลสเปกและวิธีใช้งานอ้างอิงจากหน้า SikaCor®-950 F บน Sika Thailand ควรตรวจเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ฉบับล่าสุดก่อนนำไปใช้เขียนสเปกหรือประมูลงานจริง

สรุป: ปกป้องคอนกรีตจากสารเคมี ต้องเริ่มจากระบบที่ถูกต้อง

SikaCor®-950 F เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับงานที่ต้องการชั้นเคลือบอีพ็อกซี่ทนน้ำ สารเคมี แรงขีดข่วน และแรงกระแทกบนคอนกรีตหรือเหล็ก โดยเฉพาะงานบ่อบำบัด น้ำเสีย น้ำทะเล น้ำกร่อย พื้นที่ชะล้าง หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่ต้องการปกป้องพื้นผิวมากกว่าสีเคลือบทั่วไป จุดแข็งของรุ่นนี้คือมีข้อมูลอัตราส่วนผสม ปริมาณใช้ เวลาเคลือบทับ และการเตรียมผิวที่ชัดเจน ช่วยให้ผู้รับเหมาวางแผนงานได้เป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม งานเคลือบป้องกันสารเคมีไม่ควรเลือกจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว ควรตรวจชนิดสารเคมี ความเข้มข้น อุณหภูมิ ความชื้นพื้นผิว ความพร้อมของคอนกรีต และวิธีการทา/พ่นให้ครบก่อนเริ่มงาน หากข้อมูลหน้างานครบ ทีม GY Asia สามารถช่วยประเมินจำนวนวัสดุ วิธีเตรียมผิว และแนวทางใช้งานให้เหมาะกับพื้นที่จริงได้แม่นยำขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

SikaCor-950 F ใช้กับคอนกรีตได้ไหม?

ใช้ได้ โดยพื้นผิวคอนกรีตต้องแข็งแรง สะอาด ไม่มีฝุ่น คราบน้ำมัน ปูนหลุดล่อน หรือสิ่งปนเปื้อน และความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์

SikaCor-950 F ใช้กับเหล็กได้ไหม?

ใช้ได้เมื่อเตรียมผิวเหล็กถูกต้อง โดยข้อมูล Sika ระบุให้พ่นขัดถึงระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 ปราศจากคราบน้ำมัน ไขมัน และมีความลึกผิวเฉลี่ย RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน

SikaCor-950 F ทนสารเคมีอะไรบ้าง?

ทนน้ำสะอาด น้ำผ่านกระบวนการผลิต น้ำกร่อย น้ำทะเล น้ำเสียจากชุมชน สิ่งปฏิกูล กรดอนินทรีย์และด่างเจือจาง เกลือที่มีฤทธิ์เป็นกลาง น้ำมันแร่ น้ำมันเชื้อเพลิง จาระบี และสารซักล้าง แต่ต้องตรวจสอบเพิ่มสำหรับน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม

SikaCor-950 F ไม่เหมาะกับสารอะไร?

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าไม่ทนต่อน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน หากหน้างานมีสารกลุ่มนี้ควรปรึกษาทีมเทคนิคก่อนเลือกวัสดุ

อัตราส่วนผสม SikaCor-950 F เท่าไร?

อัตราส่วนส่วนประกอบ A:B คือ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร ควรชั่งหรือตวงให้แม่นยำ และผสมด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าอย่างน้อย 3 นาทีจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน

ใช้ SikaCor-950 F กี่กิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเมตร?

ที่ความหนาฟิล์มแห้ง 150 ไมครอนและฟิล์มเปียก 200 ไมครอน ข้อมูล Sika ระบุปริมาณใช้ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. หรือประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. ก่อนเผื่อสูญเสียตามสภาพพื้นและวิธีการใช้งาน

หลังผสมแล้วใช้งานได้นานแค่ไหน?

ที่ +20°C ใช้งานหลังผสมได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง และที่ +30°C ประมาณ 45 นาที อุณหภูมิสูงจะทำให้อายุหลังผสมสั้นลง จึงควรวางแผนกำลังคนและพื้นที่ทำงานล่วงหน้า

ซื้อ SikaCor-950 F ได้ที่ไหน?

สามารถดูรายละเอียดที่หน้า SikaCor-950 F ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และให้ทีมช่วยคำนวณปริมาณจากพื้นที่จริง

Similar Posts