SikaCor®-950 F: ตัวช่วยปกป้องโครงสร้างคอนกรีตจากสารเคมีรุนแรง
งานคอนกรีตในบ่อบำบัดน้ำเสีย ถังเก็บน้ำเสีย พื้นที่ชะล้าง หรือโครงสร้างที่สัมผัสน้ำและสารเคมี ไม่ควรพึ่งความแข็งแรงของคอนกรีตเพียงอย่างเดียว SikaCor®-950 F คือวัสดุเคลือบอีพ็อกซี่ผสมแร่สำหรับปกป้องพื้นผิวคอนกรีตและเหล็กในงานหนัก ช่วยลดการกัดกร่อนจากน้ำ สารเคมี และสภาพแวดล้อมที่ทำลายผิวโครงสร้างได้ต่อเนื่อง
SikaCor®-950 F
วัสดุเคลือบผิวอีพ็อกซี่สำหรับงานปกป้องคอนกรีตและเหล็ก เหมาะกับโครงสร้างที่ต้องการความทนทานต่อการขีดข่วน แรงกระแทก น้ำ น้ำเสีย น้ำทะเล กรดและด่างเจือจาง รวมถึงสารเคมีบางประเภทตามเงื่อนไขการใช้งานจริง
Quick Answer: SikaCor-950 F เหมาะกับใคร?
SikaCor®-950 F เหมาะกับงานเคลือบปกป้องคอนกรีตและเหล็กที่ต้องเจอน้ำ สารเคมี และสภาพใช้งานหนัก เช่น บ่อบำบัดน้ำเสีย ถังเก็บน้ำเสีย พื้นที่อุตสาหกรรม หรือโครงสร้างที่ต้องการชั้นเคลือบอีพ็อกซี่ทนแรงขีดข่วนและแรงกระแทก โดยต้องเตรียมผิวให้แข็งแรง สะอาด คุมความชื้นคอนกรีตไม่เกิน 8% และผสมส่วนประกอบ A:B ให้ถูกอัตรา
จุดสำคัญของผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่แค่คำว่า “ทนสารเคมี” แต่คือการออกแบบให้เป็นระบบป้องกันผิวที่ยึดเกาะกับวัสดุฐานอย่างเหมาะสม ถ้าพื้นคอนกรีตยังมีความชื้นสูง มีผิวร่วน มีคราบน้ำมัน หรือยังไม่ได้ซ่อมโพรงและร่องแตกร้าว ชั้นเคลือบที่ดีแค่ไหนก็อาจหลุดร่อนหรือเกิดตำหนิได้เร็วกว่าที่ควร
สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับน้ำเสียอุตสาหกรรมหรือสารเคมีเฉพาะชนิด ควรเช็กข้อมูลสารเคมี อุณหภูมิ ความเข้มข้น ระยะเวลาสัมผัส และสภาพการใช้งานก่อนเลือกใช้ เพราะหน้า Sika ระบุชัดว่าบางกรณีต้องร้องขอและตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม
SikaCor-950 F คืออะไร และทำไมเหมาะกับงานปกป้องคอนกรีต?
SikaCor®-950 F เป็นวัสดุเคลือบผิวประเภทอีพ็อกซี่ 2 ส่วนที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างชั้นฟิล์มป้องกันบนพื้นผิวคอนกรีตและเหล็ก เมื่องานเคลือบแห้งและแข็งตัวสมบูรณ์ ชั้นฟิล์มจะช่วยรับมือกับการใช้งานหนัก การขีดข่วน แรงกระแทก น้ำ และสารเคมีได้ดี จึงเหมาะกับงานที่คอนกรีตไม่ได้เจอแค่น้ำฝนหรือน้ำธรรมดา แต่ต้องอยู่ในสภาพที่มีของเหลว สารละลาย เกลือ น้ำเสีย หรือสารทำความสะอาดเกี่ยวข้องเป็นประจำ
ในงานจริง โครงสร้างคอนกรีตที่ดูแข็งแรงอาจเสียหายจากสารเคมีได้ทีละน้อย เช่น ผิวปูนอ่อนตัว เกิดฝุ่น เกิดโพรง เหล็กเสริมเริ่มเสี่ยงสนิม หรือผิวภายในบ่อเกิดการกัดกร่อนสะสม การเคลือบด้วยวัสดุที่ออกแบบมาสำหรับสภาพเช่นนี้จึงช่วยยืดอายุโครงสร้าง ลดความถี่ในการซ่อม และช่วยให้การบำรุงรักษาง่ายขึ้นกว่าการปล่อยผิวคอนกรีตสัมผัสสารเคมีโดยตรง
ช่วยลดการซึมผ่านและการกัดกร่อนจากน้ำหรือสารละลายที่สัมผัสผิว
ทนต่อแรงขีดข่วนและแรงกระแทก เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการความคงทนมากกว่าสีทาทั่วไป
รองรับทั้งคอนกรีตและเหล็ก เมื่อเตรียมพื้นผิวตามข้อกำหนดของระบบ
เหมาะกับงานแบบไหน: บ่อบำบัด ถังน้ำเสีย และพื้นที่สารเคมี
กลุ่มงานที่ควรพิจารณา SikaCor-950 F คือพื้นที่ที่พื้นผิวต้องรับน้ำหรือสารเคมีมากกว่างานอาคารทั่วไป เช่น บ่อบำบัดน้ำเสีย บ่อพักน้ำเสีย พื้นที่ชะล้าง พื้นที่ผลิตบางประเภท ผนังคอนกรีตภายในถังหรือบ่อ และโครงสร้างเหล็กที่ต้องการชั้นเคลือบป้องกันการกัดกร่อนร่วมกับระบบเตรียมผิวที่ถูกต้อง
จากข้อมูล Sika ผลิตภัณฑ์มีความทนทานต่อน้ำสะอาด น้ำผ่านกระบวนการผลิต น้ำกร่อย น้ำทะเล น้ำเสียจากแหล่งชุมชน สิ่งปฏิกูล กรดอนินทรีย์และด่างเจือจาง เกลือที่มีฤทธิ์เป็นกลาง น้ำมันแร่ น้ำมันเชื้อเพลิง จาระบี และสารซักล้าง อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้ไม่ทนต่อน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน ดังนั้นก่อนใช้กับโรงงานหรือพื้นที่มีสารเฉพาะ ควรระบุชนิดสารเคมีให้ชัด
| ประเภทหน้างาน | เหตุผลที่เหมาะ | สิ่งที่ต้องเช็กเพิ่ม |
|---|---|---|
| บ่อบำบัดน้ำเสียชุมชน | ต้องการผิวเคลือบทนน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล | ความชื้นคอนกรีต รอยร้าว โพรง และการระบายอากาศระหว่างทำงาน |
| บ่อหรือถังน้ำทะเล/น้ำกร่อย | ต้องการชั้นปกป้องจากเกลือและน้ำที่สัมผัสต่อเนื่อง | การเตรียมผิว การทดสอบพื้นที่ และความหนาฟิล์มรวม |
| พื้น/ผนังในโรงงาน | ทนแรงขีดข่วน แรงกระแทก และสารทำความสะอาดบางประเภท | ชนิดสารเคมี ความเข้มข้น อุณหภูมิ และความถี่ในการชะล้าง |
| โครงสร้างเหล็ก | ใช้เป็นระบบเคลือบป้องกันเมื่อพ่นขัดถึงระดับที่กำหนด | มาตรฐานความสะอาด Sa 2 1/2 และโปรไฟล์ผิว RZ ขั้นต่ำ |
สเปกสำคัญของ SikaCor-950 F ที่ควรรู้ก่อนสั่งใช้
การเลือกวัสดุเคลือบป้องกันสารเคมีควรดูตัวเลขเทคนิคพร้อมเงื่อนไขการทำงาน ไม่ใช่ดูแค่ว่าเป็นอีพ็อกซี่หรือทนสารเคมี เพราะตัวเลขอย่างอัตราส่วนผสม อายุหลังผสม ความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิพื้นผิว และปริมาณการใช้ ล้วนมีผลต่อคุณภาพฟิล์มจริงในหน้างาน
| หัวข้อ | ข้อมูลจาก Sika | ความหมายต่อหน้างาน |
|---|---|---|
| สีสินค้า | สีดำ และสีแดงอ่อน | เลือกสีตามระบบตรวจสอบผิวและลักษณะพื้นที่ใช้งาน |
| บรรจุภัณฑ์ | SikaCor-950 F น้ำหนักสุทธิ 35 กก. และ 15 กก. | ช่วยวางแผนปริมาณงานและจำนวนชุดที่ต้องเปิดผสมต่อรอบ |
| ความหนาแน่น | ประมาณ 1.9 กก./ลิตร | ใช้ประกอบการคำนวณปริมาณวัสดุและความหนาฟิล์ม |
| ปริมาณของแข็ง | ประมาณ 75% โดยปริมาตร และ 88% โดยน้ำหนัก | เกี่ยวข้องกับการสร้างชั้นฟิล์มหลังตัวทำละลายระเหย |
| อายุผลิตภัณฑ์ | 2 ปีนับจากวันที่ผลิต หากจัดเก็บถูกวิธี | ควรตรวจวันผลิตและสภาพบรรจุภัณฑ์ก่อนใช้งาน |
| การเก็บรักษา | จัดเก็บในที่แห้ง ไม่โดนแสงแดดโดยตรง | ลดความเสี่ยงวัสดุเสื่อมคุณภาพก่อนนำไปใช้งาน |
มาตรฐาน: หน้า Sika ระบุว่าอยู่ระหว่างขอใบรับรองมาตรฐานสำหรับวัสดุเคลือบและปกป้องพื้นผิวคอนกรีตประเภทอีพ็อกซี่ตาม CE-marking EN 1504-2 ผู้ใช้งานควรตรวจเอกสารรุ่นล่าสุดก่อนนำไปอ้างอิงในสเปกโครงการ
อัตราส่วนผสม ปริมาณการใช้ และการคำนวณเบื้องต้น
SikaCor-950 F เป็นวัสดุ 2 ส่วนที่ต้องผสมส่วนประกอบ A และ B ให้ถูกอัตรา โดยข้อมูล Sika ระบุอัตราส่วนโดยน้ำหนักที่ 93 : 7 และโดยปริมาตรที่ 100 : 14 ห้ามกะด้วยสายตาหรือแบ่งผสมโดยไม่มีเครื่องชั่ง/ภาชนะตวงที่เหมาะสม เพราะอัตราส่วนผิดจะกระทบการแข็งตัว การยึดเกาะ และความทนทานของฟิล์มเคลือบ
| รายการ | ตัวเลขแนะนำ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| อัตราส่วน A:B โดยน้ำหนัก | 93 : 7 | ควรชั่งให้แม่น โดยเฉพาะการแบ่งผสมบางส่วน |
| อัตราส่วน A:B โดยปริมาตร | 100 : 14 | เหมาะเมื่อใช้อุปกรณ์ตวงที่ควบคุมได้จริง |
| ความหนาฟิล์มแห้ง | 150 ไมครอน | ตัวเลขอ้างอิงสำหรับชั้นฟิล์มหนึ่งชั้นตามข้อมูลปริมาณใช้ |
| ความหนาฟิล์มเปียก | 200 ไมครอน | ต้องคุมด้วยเครื่องมือวัดฟิล์มเปียกในงานที่ต้องการมาตรฐาน |
| ปริมาณการใช้ | 0.380 กก./ตร.ม. | เทียบได้ประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. ที่ความหนาที่ระบุ |
ตัวอย่างการประเมินอย่างง่าย: ถ้าต้องการเคลือบพื้นที่ 100 ตารางเมตรที่ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน ปริมาณวัสดุเชิงทฤษฎีประมาณ 38 กก. ก่อนเผื่อสูญเสียจากพื้นผิว วิธีทา สี เงื่อนไขหน้างาน และจำนวนชั้นจริง หากพื้นหยาบมากหรือใช้ลูกกลิ้ง/แปรง อาจต้องใช้วัสดุเพิ่มเพื่อให้ได้ความหนาฟิล์มตามต้องการ
เรื่องทินเนอร์: Sika ระบุให้ใช้ Sika® Thinner S ในปริมาณน้อยตามที่กำหนดเท่านั้น หากจำเป็นอาจเติมได้สูงสุด 5% เพื่อปรับความหนืด และเมื่อเติมทินเนอร์ พื้นผิวจะไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบเสร็จ
การเตรียมพื้นผิว: ขั้นตอนที่ตัดสินอายุการใช้งานของระบบ
งานเคลือบป้องกันสารเคมีเสียหายจำนวนมากไม่ได้เกิดจากตัววัสดุอย่างเดียว แต่เกิดจากพื้นผิวเดิมไม่พร้อม คอนกรีตต้องแข็งแรง ยึดเกาะได้ สะอาด และปราศจากเศษขุย ซีเมนต์ ฝุ่นผง ปูนหลุดล่อน รวมถึงคราบสกปรกอื่น ๆ ปริมาณความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% และถ้าเป็นพื้นผิวที่อยู่ใต้น้ำ การพ่นทรายหรือการเปิดผิวเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะยิ่งมีความสำคัญมาก
- ตรวจความแข็งแรงของคอนกรีต: หากมีผิวร่วน โพรง หรือร่องแตกร้าว ต้องซ่อมให้เรียบร้อยก่อนเคลือบ
- ทำความสะอาดผิว: กำจัดฝุ่น คราบน้ำมัน ไขมัน คราบซีเมนต์ และวัสดุที่ขวางการยึดเกาะ
- ควบคุมความชื้น: คอนกรีตควรมีความชื้นไม่เกิน 8% ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
- ซ่อมร่องหรือรูโพรง: หน้า Sika ระบุให้ซ่อมด้วย Sika Icoment®-520 Mortar ก่อนงานเคลือบ
- เตรียมเหล็ก: พ่นขัดให้สะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 ปราศจากน้ำมัน ไขมัน และมีค่า RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน
ถ้าหน้างานเป็นบ่อหรือถังที่เคยใช้งานมาก่อน ควรล้างคราบสะสมและปล่อยให้พื้นผิวแห้งตามเงื่อนไขที่กำหนดจริง ไม่ควรเร่งปิดงานขณะความชื้นยังสูง เพราะไอน้ำหรือสารปนเปื้อนใต้ชั้นเคลือบอาจดันฟิล์มให้พองหรือหลุดได้ในภายหลัง
วิธีใช้งาน ระยะเวลาหลังผสม และเวลาเคลือบทับ
ก่อนผสมให้กวนส่วนประกอบ A ให้ทั่วด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้า จากนั้นค่อย ๆ เติมส่วนประกอบ B และปั่นให้เข้ากันทั่วทั้งด้านข้างและก้นถังอย่างน้อย 3 นาที จนเนื้อวัสดุเนียนสม่ำเสมอ แล้วเทลงถังสะอาดเพื่อปั่นซ้ำสั้น ๆ การทำขั้นตอนนี้ช่วยลดจุดที่ผสมไม่ถึง ซึ่งเป็นสาเหตุของฟิล์มที่แข็งตัวไม่สมบูรณ์หรือเกิดตำหนิภายหลัง
| อุณหภูมิ | ระยะเวลาการใช้งานหลังผสม | รอเคลือบทับต่ำสุด | รอเคลือบทับสูงสุด |
|---|---|---|---|
| +10°C | ควรอ้างอิงเอกสารล่าสุดของโครงการ | 30 ชั่วโมง | 72 ชั่วโมง |
| +15°C | ควรอ้างอิงเอกสารล่าสุดของโครงการ | 24 ชั่วโมง | 60 ชั่วโมง |
| +20°C | 1.5 ชั่วโมง | 12 ชั่วโมง | 48 ชั่วโมง |
| +25°C | ควรอ้างอิงเอกสารล่าสุดของโครงการ | 8 ชั่วโมง | 36 ชั่วโมง |
| +30°C | 45 นาที | 6 ชั่วโมง | 24 ชั่วโมง |
วิธีการพ่นให้ผลลัพธ์ดีที่สุดสำหรับความสม่ำเสมอของความหนาและลักษณะผิว หากใช้เครื่องพ่นไร้อากาศ ข้อมูล Sika ระบุแรงดันขั้นต่ำ 180 บาร์ ถอดแผ่นตะแกรงออก ขนาดหัวพ่นอย่างน้อย 0.38 มม. หรือ 0.015 นิ้ว มุมพ่นประมาณ 50 องศา เส้นผ่านศูนย์กลางท่อพ่นขั้นต่ำ 10 มม. และอุณหภูมิวัสดุขั้นต่ำ +15°C ส่วนการใช้แปรงหรือลูกกลิ้งทำได้ แต่บางกรณีอาจต้องเพิ่มปริมาณวัสดุหรือจำนวนชั้นเพื่อให้ได้ความหนาฟิล์มตามต้องการ
ข้อควรระวังสำคัญก่อนใช้ SikaCor-950 F
แม้ SikaCor-950 F จะถูกออกแบบมาสำหรับงานหนัก แต่ความสำเร็จของระบบขึ้นอยู่กับการคุมสภาพแวดล้อมและรายละเอียดหน้างาน อุณหภูมิของผลิตภัณฑ์และอุณหภูมิพื้นผิวต้องไม่ต่ำกว่า +10°C ค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงสุด 85% และอุณหภูมิพื้นผิวต้องสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดหยดน้ำควบแน่นบนผิวระหว่างทำงาน
ห้ามมองข้าม: ผิวเคลือบใหม่อาจเกิดความเสียหายหรือสีแตกลายได้หากสภาพหน้างานไม่ดี เช่น ความชื้นในอากาศสูง แม้บางกรณีอาจไม่กระทบคุณภาพเชิงป้องกัน แต่จะกระทบภาพลักษณ์และการตรวจรับงานได้
- ไม่ควรใช้กับน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน เพราะข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าไม่ทนต่อกลุ่มนี้
- งานน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนเลือกใช้ ไม่ควรสรุปจากคำว่า “น้ำเสีย” แบบรวมทุกประเภท
- ต้องสวมแว่นตา ถุงมือ และเสื้อผ้าป้องกันระหว่างผสมและปฏิบัติงาน
- ก่อนงานสำคัญควรทดสอบวิธีเคลือบที่หน้างาน เพื่อดูผิว ความหนา การไหล และความเหมาะสมของเครื่องมือ
- ควรวางแผนพื้นที่ ระยะเวลาใช้งานหลังผสม และจำนวนคนให้พร้อม เพราะอายุหลังผสมสั้นลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ข้อมูลสเปกและวิธีใช้งานอ้างอิงจากหน้า SikaCor®-950 F บน Sika Thailand ควรตรวจเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ฉบับล่าสุดก่อนนำไปใช้เขียนสเปกหรือประมูลงานจริง
สรุป: ปกป้องคอนกรีตจากสารเคมี ต้องเริ่มจากระบบที่ถูกต้อง
SikaCor®-950 F เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับงานที่ต้องการชั้นเคลือบอีพ็อกซี่ทนน้ำ สารเคมี แรงขีดข่วน และแรงกระแทกบนคอนกรีตหรือเหล็ก โดยเฉพาะงานบ่อบำบัด น้ำเสีย น้ำทะเล น้ำกร่อย พื้นที่ชะล้าง หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่ต้องการปกป้องพื้นผิวมากกว่าสีเคลือบทั่วไป จุดแข็งของรุ่นนี้คือมีข้อมูลอัตราส่วนผสม ปริมาณใช้ เวลาเคลือบทับ และการเตรียมผิวที่ชัดเจน ช่วยให้ผู้รับเหมาวางแผนงานได้เป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม งานเคลือบป้องกันสารเคมีไม่ควรเลือกจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว ควรตรวจชนิดสารเคมี ความเข้มข้น อุณหภูมิ ความชื้นพื้นผิว ความพร้อมของคอนกรีต และวิธีการทา/พ่นให้ครบก่อนเริ่มงาน หากข้อมูลหน้างานครบ ทีม GY Asia สามารถช่วยประเมินจำนวนวัสดุ วิธีเตรียมผิว และแนวทางใช้งานให้เหมาะกับพื้นที่จริงได้แม่นยำขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
SikaCor-950 F ใช้กับคอนกรีตได้ไหม?
ใช้ได้ โดยพื้นผิวคอนกรีตต้องแข็งแรง สะอาด ไม่มีฝุ่น คราบน้ำมัน ปูนหลุดล่อน หรือสิ่งปนเปื้อน และความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
SikaCor-950 F ใช้กับเหล็กได้ไหม?
ใช้ได้เมื่อเตรียมผิวเหล็กถูกต้อง โดยข้อมูล Sika ระบุให้พ่นขัดถึงระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 ปราศจากคราบน้ำมัน ไขมัน และมีความลึกผิวเฉลี่ย RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน
SikaCor-950 F ทนสารเคมีอะไรบ้าง?
ทนน้ำสะอาด น้ำผ่านกระบวนการผลิต น้ำกร่อย น้ำทะเล น้ำเสียจากชุมชน สิ่งปฏิกูล กรดอนินทรีย์และด่างเจือจาง เกลือที่มีฤทธิ์เป็นกลาง น้ำมันแร่ น้ำมันเชื้อเพลิง จาระบี และสารซักล้าง แต่ต้องตรวจสอบเพิ่มสำหรับน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรม
SikaCor-950 F ไม่เหมาะกับสารอะไร?
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าไม่ทนต่อน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน หากหน้างานมีสารกลุ่มนี้ควรปรึกษาทีมเทคนิคก่อนเลือกวัสดุ
อัตราส่วนผสม SikaCor-950 F เท่าไร?
อัตราส่วนส่วนประกอบ A:B คือ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร ควรชั่งหรือตวงให้แม่นยำ และผสมด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าอย่างน้อย 3 นาทีจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
ใช้ SikaCor-950 F กี่กิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเมตร?
ที่ความหนาฟิล์มแห้ง 150 ไมครอนและฟิล์มเปียก 200 ไมครอน ข้อมูล Sika ระบุปริมาณใช้ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. หรือประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. ก่อนเผื่อสูญเสียตามสภาพพื้นและวิธีการใช้งาน
หลังผสมแล้วใช้งานได้นานแค่ไหน?
ที่ +20°C ใช้งานหลังผสมได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง และที่ +30°C ประมาณ 45 นาที อุณหภูมิสูงจะทำให้อายุหลังผสมสั้นลง จึงควรวางแผนกำลังคนและพื้นที่ทำงานล่วงหน้า
ซื้อ SikaCor-950 F ได้ที่ไหน?
สามารถดูรายละเอียดที่หน้า SikaCor-950 F ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และให้ทีมช่วยคำนวณปริมาณจากพื้นที่จริง
