หน้าฝนทีไรผนังซึมทุกที หยุดวงจรเชื้อราและสีลอกด้วย LANKO 227 Flex Shield
ผนังชื้นหลังฝนตก สีพอง สีลอก คราบดำ และกลิ่นอับ ไม่ใช่ปัญหาที่แก้จบด้วยการทาสีทับอย่างเดียว หากต้นเหตุคือความชื้นซึมผ่านผนังคอนกรีตหรือผนังก่ออิฐฉาบปูน จำเป็นต้องทำชั้นกันซึมให้ถูกระบบ โดย LANKO® 227 Flex Shield เป็นซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่น 1 ส่วนผสมที่ออกแบบมาสำหรับฉาบหรือทาพื้นผนังเพื่อช่วยป้องกันการรั่วซึม
LANKO® 227 Flex Shield
ซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่น ส่วนผสมเดียว สำหรับฉาบหรือทาพื้นผนังคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป เพื่อช่วยป้องกันการรั่วซึม ใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอก เหมาะกับงานแก้ผนังซึม พื้นที่เปียก และงานกันซึมก่อนปิดทับด้วยวัสดุที่เหมาะสม
Quick Answer: ผนังซึมหน้าฝนควรเริ่มแก้ตรงไหน?
ถ้าผนังซึมทุกครั้งที่ฝนตกจนเกิดคราบชื้น เชื้อรา สีพอง หรือสีลอก ควรแก้จากด้านที่น้ำเข้าหรือผิวด้านที่รับความชื้นก่อน โดยทำความสะอาด ซ่อมรอยร้าวและรูพรุน แล้วทำชั้นกันซึมด้วย LANKO® 227 Flex Shield อย่างน้อย 2 ชั้น ใช้อัตรารวมประมาณ 3-4 กก./ตร.ม. ที่ความหนา 2 มม. ก่อนปิดทับด้วยระบบสี กระเบื้อง หรือวัสดุที่เหมาะกับพื้นที่นั้น
การทาสีทับบนผนังที่ยังชื้นมักทำให้ดูดีเพียงช่วงสั้น ๆ เพราะฟิล์มสีไม่ได้ออกแบบมาเป็นชั้นกันน้ำหลัก เมื่อฝนตกซ้ำ น้ำยังซึมผ่านรูพรุน รอยร้าวเล็ก รอยต่อ หรือผิวฉาบที่เสื่อมสภาพ ความชื้นจะดันฟิล์มสีจากด้านหลัง เกิดสีพอง สีปูด สีลอก และกลายเป็นอาหารของเชื้อราบนผิวภายในบ้าน
LANKO 227 Flex Shield เหมาะกับโจทย์นี้เพราะเป็นซีเมนต์กันซึมยืดหยุ่นส่วนผสมเดียว ใช้งานกับพื้นผิวคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูนทั่วไปได้ เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุว่าใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก มีความยืดหยุ่น ทนต่อรอยแตกร้าวขนาดเล็ก ทนรังสียูวี และมีค่าการยึดเกาะกับคอนกรีตที่ดี จึงช่วยสร้างชั้นกันซึมก่อนทำผิวจบได้มั่นคงกว่าการซ่อมเฉพาะสี
ทำไมหน้าฝนทีไรผนังซึมทุกที?
ผนังซึมช่วงหน้าฝนมักเกิดจากหลายสาเหตุซ้อนกัน ไม่ใช่เพียงฝนตกแรงอย่างเดียว ผนังภายนอกจำนวนมากเป็นปูนฉาบที่ผ่านแดด ฝน และการขยายตัวหดตัวมาหลายปีจนเกิดรูพรุนหรือรอยแตกร้าวเล็ก เมื่อฝนกระทบซ้ำ ๆ น้ำจะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ชั้นปูน แล้วเดินทางตามรอยต่อ อิฐมวลเบา อิฐมอญ แนวคาน แนวเสา หรือรอยต่อวงกบ ก่อนแสดงอาการเป็นคราบชื้นด้านใน
อีกสาเหตุที่พบบ่อยคือการซ่อมเฉพาะปลายเหตุ เช่น ขูดสีเก่า ทาสีใหม่ หรือใช้ซิลิโคนอุดจุดที่เห็นชัด แต่ไม่ได้ทำระบบกันซึมบนพื้นผิวที่รับน้ำจริง เมื่อฝนตกหลายวันติดกัน ความชื้นสะสมในผนังจะเพิ่มขึ้นจนสีทับหน้าไม่สามารถยึดเกาะได้ดีเหมือนเดิม จึงเกิดสีพองและหลุดร่อนเป็นแผ่น
น้ำฝนซึมผ่านผิวปูนที่เสื่อมสภาพหรือดูดซึมน้ำสูง โดยเฉพาะผนังที่โดนฝนสาดตรง
รอยแตกร้าวขนาดเล็กตามผนัง แนวเสา หรือมุมอาคาร เป็นทางให้น้ำเดินเข้าสู่ชั้นใน
สีใหม่อาจปิดคราบได้ชั่วคราว แต่ถ้าความชื้นยังเข้าด้านหลัง ปัญหาจะกลับมาอีก
การแก้ให้จบจึงต้องเริ่มจากการตรวจเส้นทางน้ำ หากเป็นผนังภายนอกที่ฝนสาด ควรทำกันซึมด้านนอกก่อนเป็นลำดับแรก หากเข้าถึงด้านนอกไม่ได้ ควรประเมินความเสี่ยงร่วมกับช่าง เพราะการทำด้านในอย่างเดียวอาจช่วยลดอาการบนผิวภายใน แต่ไม่ได้หยุดน้ำจากแหล่งกำเนิดทั้งหมดในทุกกรณี
วงจรเชื้อราและสีลอก: ทำไมปล่อยไว้นานยิ่งซ่อมยาก?
เมื่อผนังรับน้ำซ้ำในช่วงหน้าฝน ความชื้นจะค้างอยู่ในชั้นปูนและระเหยออกช้า โดยเฉพาะห้องที่อากาศถ่ายเทน้อย เช่น ห้องนอนติดผนังนอก ห้องเก็บของ ห้องครัว หรือผนังหลังเฟอร์นิเจอร์ ความชื้นที่ค้างอยู่จะทำให้เชื้อราเจริญบนผิวสี เกิดคราบดำ คราบเขียว กลิ่นอับ และทำให้คุณภาพอากาศในบ้านแย่ลง
สีลอกก็เกิดจากหลักการคล้ายกัน เมื่อความชื้นดันออกจากผนัง ฟิล์มสีจะสูญเสียการยึดเกาะกับปูนฉาบ ยิ่งทาสีซ้ำหลายรอบโดยไม่แก้กันซึม ชั้นสีจะหนาแต่ฐานยังอ่อนแอ พอฝนมาอีกครั้ง สีจึงพองและลอกเร็วกว่าเดิม การขูดสีแล้วทาสีใหม่จึงกลายเป็นวงจรที่เสียทั้งเวลาและค่าแรง
| อาการที่เห็น | สาเหตุที่เป็นไปได้ | แนวทางแก้ที่ควรทำ |
|---|---|---|
| คราบชื้นหลังฝนตก | น้ำซึมผ่านผิวฉาบหรือรอยร้าวเล็ก | ทำความสะอาด ซ่อมผิว และทากันซึมด้านรับน้ำ |
| เชื้อราขึ้นซ้ำ | ความชื้นสะสมในผนังและระบายอากาศไม่ดี | หยุดน้ำซึมก่อน แล้วปรับการระบายอากาศภายใน |
| สีพอง สีลอก | ความชื้นดันฟิล์มสีจากด้านหลัง | ขูดชั้นสีเสียหายออกและทำระบบกันซึมก่อนทาสีใหม่ |
| ปูนร่วนหรือผิวหลุด | ปูนฉาบเสื่อมสภาพจากความชื้นยาวนาน | ซ่อมปูนฉาบหรือซ่อมโครงสร้างผิวก่อนทำกันซึม |
หลักคิดคืออย่ารีบทำผิวสวยก่อนทำให้ผนังแห้งและกันน้ำได้ เพราะงานสีหรือวัสดุปิดทับจะอยู่ได้นานก็ต่อเมื่อพื้นผิวด้านล่างแข็งแรง สะอาด และไม่มีความชื้นซึมขึ้นมาทำลายการยึดเกาะอย่างต่อเนื่อง
ทำไม LANKO 227 Flex Shield เหมาะกับงานหยุดผนังซึม?
LANKO 227 Flex Shield เป็นซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่น ส่วนผสมเดียว สำหรับฉาบทาพื้นผนังคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูน เพื่อป้องกันการรั่วซึม จุดเด่นที่เข้ากับงานผนังคือใช้งานง่าย มีความยืดหยุ่น ทนทานต่อรอยแตกร้าวขนาดเล็ก ทนรังสียูวี และมีค่าการยึดเกาะที่ดี เอกสารผลิตภัณฑ์ยังระบุว่าสามารถปล่อยเปลือยในบริเวณพื้นที่สัญจรต่ำได้ จึงเหมาะกับหลายจุดที่ต้องการชั้นกันซึมก่อนทำผิวจบ
สำหรับผนังภายนอกที่รับฝนสาด ความยืดหยุ่นและการทนรังสียูวีมีความสำคัญ เพราะผนังจะเจอทั้งแดด ลม และฝน วัสดุกันซึมที่แข็งเปราะเกินไปอาจแตกร้าวตามการขยับตัวเล็ก ๆ ของพื้นผิว ส่วนวัสดุที่ไม่มีการยึดเกาะดีพออาจล่อนเมื่อเจอน้ำและความร้อนซ้ำ ๆ การเลือกวัสดุที่ออกแบบมาสำหรับงานกันซึมซีเมนต์จึงช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าใช้ปูนฉาบทั่วไป
ผสมน้ำสะอาดตามอัตรา ใช้งานง่าย ลดความซับซ้อนในหน้างานซ่อม
รองรับรอยแตกร้าวขนาดเล็กได้ดีกว่าปูนฉาบธรรมดา
เหมาะกับผนังหรือพื้นที่ภายนอกที่อาจโดนแดดหลังทำงาน
อย่างไรก็ตาม ต้องเลือกใช้ให้ตรงเงื่อนไข เอกสาร Sika ระบุว่าสำหรับงานกันซึมก่อนปูกระเบื้องในห้องน้ำ ระเบียง หรือชานพักมีข้อยกเว้นเรื่องดาดฟ้า หากเป็นดาดฟ้าหรือหลังคาที่รับน้ำขังและแดดจัดต่อเนื่อง ควรเลือกผลิตภัณฑ์กันซึมหลังคาที่ออกแบบเฉพาะทางมากกว่า
สเปกสำคัญ อัตราผสม และปริมาณการใช้ LANKO 227
การทำงานให้ได้ผลต้องยึดตัวเลขจากเอกสารผลิตภัณฑ์ ไม่ควรผสมน้ำตามความรู้สึกหรือทาบางเพื่อลดต้นทุน เพราะชั้นกันซึมที่บางเกินไปอาจไม่ต่อเนื่องและเกิดรูพรุนได้ง่าย ตัวเลขหลักที่ควรจำคือถุง 20 กก. ผสมน้ำสะอาด 5.8-6.2 ลิตร หรือประมาณ 29-31% ของน้ำหนักผงซีเมนต์ ผสมด้วยเครื่องปั่นให้เข้ากัน พักส่วนผสม 2 นาที แล้วนำไปใช้งานภายในเวลาประมาณ 40 นาที ที่อุณหภูมิ 25°C
| รายการ | ข้อมูลจากผลิตภัณฑ์ | ความหมายกับงานผนังซึม |
|---|---|---|
| ประเภทวัสดุ | ซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่น ส่วนผสมเดียว | เหมาะกับงานทาหรือฉาบสร้างชั้นกันซึมบนผนังปูน |
| พื้นผิว | คอนกรีต ผนังก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป | ใช้กับผนังบ้านทั่วไปได้เมื่อพื้นผิวแข็งแรงและเตรียมถูกต้อง |
| ปริมาณการใช้ | 3-4 กก./ตร.ม. สำหรับ 2 ชั้น ที่ความหนา 2 มม. | ไม่ควรทาบางเกินไป โดยเฉพาะผนังที่โดนฝนสาด |
| น้ำผสม | 5.8-6.2 ลิตร ต่อถุง 20 กก. | ควบคุมความข้นและคุณภาพฟิล์มกันซึม |
| แรงยึดเกาะ | ≥ 1 MPa ที่ 28 วัน กับคอนกรีต | ช่วยให้ชั้นกันซึมเกาะพื้นผิวได้ดีเมื่อเตรียมพื้นถูกต้อง |
| การซึมผ่านน้ำ | ไม่มีน้ำซึมผ่านที่แรงดันน้ำ 1.5 บาร์ | เป็นตัวเลขอ้างอิงด้านความสามารถป้องกันน้ำตามการทดสอบ |
ตัวอย่างคำนวณเร็ว: ผนังภายนอก 30 ตร.ม. หากใช้อัตรา 3-4 กก./ตร.ม. จะใช้วัสดุประมาณ 90-120 กก. หรือประมาณ 5-6 ถุง ขนาด 20 กก. ควรเผื่อเพิ่มสำหรับผิวหยาบ มุม เสา ขอบวงกบ และการสูญเสียหน้างาน
วิธีใช้งาน LANKO 227 เพื่อแก้ผนังซึมหน้าฝน
งานแก้ผนังซึมต้องให้เวลากับการเตรียมพื้นผิวมากกว่าการทาวัสดุ พื้นผิวต้องแข็งแรง สะอาด ปราศจากฝุ่น คราบน้ำมัน สีเดิมที่หลุดล่อน และสิ่งสกปรกที่ขวางการยึดเกาะ หากมีรูพรุน รอยต่อ ฟองอากาศ หรือรอยแตกร้าว ควรซ่อมให้เรียบร้อยก่อน โดยพื้นที่เสียหายมากอาจต้องใช้วัสดุซ่อมปูนหรือซ่อมโครงสร้างที่เหมาะสมก่อนเริ่มทำกันซึม
- หาแหล่งน้ำเข้า: ตรวจว่าฝนสาดจากด้านใด มีรอยร้าว ขอบหน้าต่าง แนวท่อ หรือรอยต่อผนังตรงไหนเป็นพิเศษ
- ลอกผิวที่เสียหาย: ขูดสีพอง สีลอก คราบเชื้อรา และปูนร่วนออกให้ถึงชั้นที่แข็งแรง
- ซ่อมรอยร้าวและรูพรุน: อุดโพรง รอยต่อ และรอยแตกร้าวก่อนทากันซึม หากผิวเรียบมากควรทำให้หยาบเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ
- ทำความสะอาดและพรมน้ำ: พื้นผิวต้องสะอาดและชื้นก่อนติดตั้งกันซึม แต่ต้องไม่มีน้ำขังหรือผิวแฉะเกินไป
- ผสม LANKO 227: ใช้น้ำสะอาด 5.8-6.2 ลิตรต่อถุง 20 กก. ปั่นผสมให้เป็นเนื้อเดียว พัก 2 นาที แล้วใช้งานภายในเวลาที่เหมาะสม
- ทาหรือฉาบชั้นแรก: ใช้แปรงหรือเกรียงฉาบ ปริมาณประมาณ 1.5-2 กก./ตร.ม. เก็บรายละเอียดมุม ขอบวงกบ และรอบท่อให้เต็ม
- เสริมไฟเบอร์เมชจุดเสี่ยง: บริเวณที่มีแนวแตกร้าวหรือรอยต่อควรใช้ LANKO Glass Fiber Mesh ในชั้นแรกเพื่อเพิ่มความต่อเนื่อง
- ทาชั้นที่สอง: หลังชั้นแรกแห้งประมาณ 2-6 ชั่วโมง ให้ทาชั้นที่สองในทิศทางตรงข้ามกัน เพื่อให้ชั้นกันซึมครอบคลุมสม่ำเสมอ
- รอแห้งและทำผิวจบ: เลือกสี กระเบื้อง หรือวัสดุปิดทับที่เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน หากจะปูกระเบื้องควรรอประมาณ 3-7 วันหลังทาชั้นสุดท้าย
สำหรับงานผนังภายนอก ควรหลีกเลี่ยงการทำงานกลางแดดจัด ลมแรง หรือก่อนฝนตก เพราะเอกสารผลิตภัณฑ์ระบุว่าต้องระวังไม่ให้วัสดุแห้งเร็วเกินไป ในพื้นที่ภายนอกหากเป็นไปได้ควรทำงานในร่มเงาหรือช่วงอุณหภูมิเย็น เพื่อให้ชั้นกันซึมพัฒนาคุณสมบัติได้ดีขึ้น
ข้อควรระวัง: อย่าให้การแก้ผนังซึมกลายเป็นงานซ่อมซ้ำ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือทากันซึมทับผิวเดิมที่ยังมีสีหลุดล่อน คราบเชื้อรา หรือปูนร่วนอยู่ด้านล่าง ทำให้วัสดุกันซึมไม่ได้ยึดกับผนังจริง แต่ยึดกับชั้นผิวที่พร้อมหลุดอยู่แล้ว เมื่อเจอฝนและความร้อนซ้ำ ชั้นกันซึมก็มีโอกาสล่อนตามไปด้วย ดังนั้นการเตรียมพื้นผิวจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุด
ข้อจำกัดสำคัญจากเอกสารผลิตภัณฑ์: ควรทาอย่างน้อย 2 ชั้น ความหนาหลังแห้งอย่างน้อย 1.5 มม. หลีกเลี่ยงการแห้งเร็วจากแดดจัด แห้งจัด หรือลมแรง ห้ามใช้สารเคมีในการทำความสะอาดผิวกันซึม ควรสวมถุงมือป้องกัน และไม่ควรให้พื้นผิวกันซึมปล่อยเปลือยสัมผัสน้ำที่มีอุณหภูมิมากกว่า 40°C
อีกเรื่องที่ต้องระวังคือการเลือกพื้นที่ใช้งาน LANKO 227 สามารถใช้ภายในและภายนอก รวมถึงห้องน้ำ ห้องครัว แทงค์น้ำ และสระว่ายน้ำตามระบบที่ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นดาดฟ้าหรือหลังคาที่มีน้ำขังและรับแดดจัดตลอดวัน ควรเลือกสินค้ากันซึมหลังคาโดยตรง เพราะโจทย์ดาดฟ้าต้องรับการขยายตัว การขังน้ำ และการเคลื่อนตัวของโครงสร้างมากกว่าผนังทั่วไป
หากผนังซึมจากรอยต่อโครงสร้างใหญ่ รอยร้าวที่ยังขยับตัว หรือมีน้ำแรงดันจากอีกด้าน การทากันซึมผิวหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ควรให้ทีมเทคนิคหรือช่างประเมินหน้างาน เพื่อเลือกวิธีซ่อมรอยร้าว อุดรอยต่อ หรือทำระบบกันซึมร่วมกับวัสดุเสริมแรงให้เหมาะสม
สรุป: หยุดผนังซึมต้องหยุดความชื้น ไม่ใช่แค่ทับคราบ
ถ้าหน้าฝนมาทีไรผนังซึม เชื้อราขึ้น และสีลอกซ้ำ จุดสำคัญคืออย่าเริ่มจากการทาสีใหม่ทันที แต่ต้องหาต้นทางน้ำ ซ่อมผิวที่เสียหาย และทำชั้นกันซึมให้ต่อเนื่องก่อน LANKO 227 Flex Shield เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับงานผนังคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูน เพราะเป็นซีเมนต์กันซึมยืดหยุ่นส่วนผสมเดียว ใช้งานง่าย ทนรังสียูวี ทนรอยแตกร้าวขนาดเล็ก และมีข้อมูลปริมาณใช้ชัดเจน
งานที่ดีควรทาอย่างน้อย 2 ชั้น ใช้อัตราประมาณ 3-4 กก./ตร.ม. สำหรับความหนา 2 มม. ผสมตามอัตรา 5.8-6.2 ลิตรต่อถุง 20 กก. และให้ความสำคัญกับการเตรียมพื้นผิวมากเป็นพิเศษ เมื่อชั้นกันซึมถูกต้อง งานสีหรือวัสดุปิดทับด้านบนจึงมีโอกาสอยู่ได้นานขึ้น และช่วยลดวงจรซ่อมซ้ำทุกหน้าฝนได้อย่างเป็นระบบ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: สเปกผลิตภัณฑ์ อัตราผสม ปริมาณการใช้ และข้อควรระวังอ้างอิงจากหน้า LANKO® 227 Flex Shield บน Sika Thailand และเอกสาร Product Data Sheet ของ Sika
คำถามที่พบบ่อย
ผนังซึมหน้าฝนใช้ LANKO 227 ได้ไหม?
ใช้ได้เมื่อเป็นพื้นผิวคอนกรีตหรือผนังก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป และสามารถเตรียมพื้นผิวให้แข็งแรง สะอาด ซ่อมรอยร้าว/รูพรุนก่อนทาได้ ควรทำด้านที่รับน้ำหรือด้านที่น้ำเข้าก่อนเสมอหากเข้าถึงได้
LANKO 227 ต้องทากี่ชั้น?
ควรทาอย่างน้อย 2 ชั้น โดยทาหรือฉาบชั้นที่สองหลังชั้นแรกแห้งประมาณ 2-6 ชั่วโมง และควรทาในทิศทางตรงข้ามกันเพื่อให้ชั้นกันซึมต่อเนื่อง
LANKO 227 ใช้กี่กิโลกรัมต่อตารางเมตร?
ปริมาณใช้โดยทั่วไปคือ 3-4 กก./ตร.ม. สำหรับการทำงาน 2 ชั้น ที่ความหนารวมประมาณ 2 มม. หรือประมาณชั้นละ 1.5-2 กก./ตร.ม.
LANKO 227 ผสมน้ำเท่าไร?
ถุง 20 กก. ใช้น้ำสะอาดประมาณ 5.8-6.2 ลิตร หรือ 29-31% ของน้ำหนักผงซีเมนต์ ผสมด้วยเครื่องปั่นให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกันและพักส่วนผสม 2 นาที ก่อนใช้งาน
ทา LANKO 227 แล้วทาสีทับได้ไหม?
สามารถทำผิวจบด้วยระบบสีที่เหมาะสมได้หลังวัสดุแห้งและพร้อมตามสภาพหน้างาน แต่ต้องเลือกสีที่เหมาะกับพื้นผิวซีเมนต์และพื้นที่ภายนอก/ภายในตามการใช้งานจริง
ถ้าผนังมีเชื้อราต้องทำอย่างไรก่อนทากันซึม?
ต้องขูดคราบ สีลอก และชั้นผิวที่เสื่อมสภาพออก ทำความสะอาดให้ถึงพื้นผิวที่แข็งแรง และแก้แหล่งความชื้นก่อน หากทาทับคราบเชื้อราหรือสีเก่าที่หลุดล่อน ชั้นกันซึมอาจยึดเกาะไม่ดี
LANKO 227 ใช้ภายนอกได้ไหม?
ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ แต่ควรหลีกเลี่ยงการทำงานกลางแดดจัด ลมแรง หรือสภาพที่ทำให้วัสดุแห้งเร็วเกินไป หากเป็นพื้นที่ภายนอกควรทำงานในร่มเงาหรือช่วงอุณหภูมิเย็นเมื่อทำได้
LANKO 227 ใช้กับดาดฟ้าได้ไหม?
หน้า Sika ระบุการใช้งานกันซึมก่อนปูกระเบื้องในห้องน้ำ ระเบียง หรือชานพัก โดยยกเว้นดาดฟ้า หากเป็นดาดฟ้าควรเลือกผลิตภัณฑ์กันซึมหลังคาที่ออกแบบมาเฉพาะมากกว่า
รอยร้าวบนผนังต้องเสริมตาข่ายไหม?
พื้นผิวที่อาจเกิดการแตกร้าว รอยต่อ หรือจุดเสี่ยงควรใช้ LANKO Glass Fiber Mesh เสริมในชั้นแรก เพื่อช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของชั้นกันซึมและลดความเสี่ยงจากรอยแตกร้าวเล็ก
ซื้อ LANKO 227 Flex Shield ได้ที่ไหน?
สามารถดูรายละเอียดที่หน้า LANKO 227 Flex Shield ของ GY Asia หรือติดต่อทาง LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และคำนวณปริมาณตามพื้นที่จริง
