ขั้นตอนการใช้งานและเตรียมพื้นผิว สำหรับทา SikaCor®-950 F อย่างถูกวิธี
งานเคลือบคอนกรีตหรือเหล็กด้วย SikaCor®-950 F จะทนจริงหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับตัวสีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการเตรียมพื้นผิว ความชื้น อุณหภูมิ อัตราส่วนผสม ความหนาฟิล์ม และระยะเวลารอระหว่างชั้นอย่างละเอียด บทความนี้สรุปขั้นตอนใช้งานแบบเป็นระบบสำหรับผู้รับเหมา ทีมซ่อมบำรุง และเจ้าของโครงการที่ต้องการทา SikaCor®-950 F ให้ยึดเกาะดี ลดปัญหาฟิล์มพอง หลุดล่อน หรือแห้งไม่สมบูรณ์
SikaCor®-950 F
วัสดุเคลือบผิวประเภทอีพ็อกซี่และวัสดุผสมจำพวกแร่ธาตุ สำหรับเคลือบป้องกันคอนกรีตและเหล็กในงานหนัก เช่น บ่อบำบัดน้ำเสีย อ่างเก็บน้ำที่ไม่ใช่น้ำดื่ม โครงสร้างใต้น้ำ ใต้ดิน และพื้นที่อุตสาหกรรมที่ต้องการความทนทานต่อน้ำ แรงขีดข่วน แรงกระแทก และสารเคมีบางกลุ่ม
Quick Answer: ทา SikaCor®-950 F ให้ถูกวิธีต้องเริ่มจากอะไร?
หัวใจของการใช้งาน SikaCor®-950 F คือเตรียมพื้นผิวให้พร้อมก่อนผสมสีเสมอ คอนกรีตต้องแข็งแรง สะอาด ไม่มีฝุ่น คราบน้ำมัน ปูนหลุดล่อน หรือรูโพรง และความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% ส่วนเหล็กต้องพ่นขัดให้สะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 พร้อมค่า RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน จากนั้นผสมส่วน A:B ที่ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร กวนให้เข้ากันอย่างน้อย 3 นาที แล้วทาหรือพ่นภายในอายุหลังผสมที่กำหนด
SikaCor®-950 F เป็นระบบเคลือบผิวงานหนัก ไม่ใช่สีทาทั่วไปที่เปิดฝาแล้วทาได้ทันที ถ้าพื้นผิวมีฝุ่น ผิวปูนร่วน น้ำมัน ไขมัน ความชื้นสูง หรือสนิมที่ยังไม่ได้กำจัด ชั้นเคลือบอาจดูเรียบร้อยในวันแรก แต่เสี่ยงพอง ลอก หรือยึดเกาะไม่ดีเมื่อเจอน้ำ สารเคมี หรือแรงขัดถูจริงในภายหลัง
ในทางกลับกัน ถ้าควบคุมขั้นตอนตั้งแต่การสำรวจหน้างาน การเตรียมผิว การผสม การวัดฟิล์มเปียก และการรอเคลือบทับ SikaCor®-950 F จะให้ชั้นฟิล์มที่แข็งแรง ทนการขีดข่วน ทนแรงกระแทก และทนต่อน้ำหรือสารเคมีหลายกลุ่มได้ตามขอบเขตผลิตภัณฑ์
เช็กพื้นผิวก่อนเริ่มงาน: อย่ารีบทาก่อนรู้สภาพจริง
ก่อนสั่งวัสดุหรือเปิดถังผสม ควรสำรวจสภาพหน้างานให้ครบก่อน เพราะพื้นที่ที่ใช้ SikaCor®-950 F มักเป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น บ่อบำบัด รางระบายน้ำ ถังเก็บน้ำเสีย พื้นที่ชะล้าง โครงสร้างใต้ดิน ใต้น้ำ หรือเหล็กในสภาพแวดล้อมกัดกร่อน งานเหล่านี้มีต้นทุนแก้ไขสูง หากระบบเคลือบล้มเหลวเพราะเริ่มจากพื้นผิวที่ไม่พร้อม
แยกให้ชัดว่าเป็นคอนกรีต เหล็ก หรือมีทั้งสองวัสดุในระบบเดียวกัน เพราะวิธีเตรียมผิวต่างกัน
ตรวจน้ำ ความชื้น สารเคมี อุณหภูมิ และความถี่ในการสัมผัสสาร เพื่อเลือกจำนวนชั้นและวิธีทำงาน
ต้องวางแผนตามอายุหลังผสม เวลาเคลือบทับ และระยะเวลาแห้งตัวสมบูรณ์ ไม่ควรเปิดใช้งานเร็วเกินไป
สิ่งที่ควรถามตั้งแต่แรก ได้แก่ พื้นมีคราบน้ำมันหรือไม่ เคยเคลือบสีเดิมหรือไม่ มีน้ำขังหรือแรงดันน้ำย้อนหรือไม่ คอนกรีตมีโพรงหรือรอยแตกร้าวหรือไม่ เหล็กมีสนิมลึกแค่ไหน และพื้นที่มีการระบายอากาศเพียงพอหรือไม่ คำตอบเหล่านี้จะกำหนดทั้งวิธีเตรียมผิว เครื่องมือ และแผนความปลอดภัยของงาน
การเตรียมพื้นผิวคอนกรีตก่อนทา SikaCor®-950 F
สำหรับคอนกรีต ข้อมูล Sika ระบุว่าพื้นผิวต้องแข็งแรง สามารถยึดเกาะได้ สะอาด ปราศจากเศษขุย ซีเมนต์ ฝุ่นผง ปูนที่หลุดล่อน ไม่แข็งแรง และคราบสกปรกอื่น ๆ โดยความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% หากเป็นพื้นผิวที่จะอยู่ใต้น้ำ การพ่นทรายหรือการเปิดผิวเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะถือว่าสำคัญมาก เพราะฟิล์มเคลือบต้องยึดกับเนื้อคอนกรีตจริง ไม่ใช่ยึดกับผิวฝุ่นหรือ laitance ด้านบน
- ตรวจความแข็งแรง: เคาะ ตรวจผิวร่วน และทดสอบการยึดเกาะตามความเหมาะสม หากผิวอ่อนหรือเป็นฝุ่นต้องขัดเปิดผิวหรือซ่อมก่อน
- กำจัดสิ่งปนเปื้อน: ล้างคราบน้ำมัน ไขมัน สารเคมีตกค้าง ฝุ่น ซีเมนต์ผิว และสีเดิมที่ยึดเกาะไม่ดีออกให้หมด
- เปิดผิว: ใช้วิธีขัด พ่นทราย หรือเครื่องมือเตรียมผิวที่เหมาะกับระดับความหยาบและพื้นที่ใช้งานจริง
- ซ่อมรูโพรงและร่องแตก: พื้นผิวที่แตกหักเป็นร่องหรือมีรูโพรงควรซ่อมให้เรียบร้อยก่อน โดยหน้า Sika ระบุ Sika Icoment®-520 Mortar สำหรับการซ่อมจุดดังกล่าว
- ตรวจความชื้น: ควบคุมความชื้นคอนกรีตไม่เกิน 8% และหลีกเลี่ยงการเคลือบเมื่อมีน้ำหรือไอน้ำดันจากด้านล่าง
- กำจัดฝุ่นหลังเตรียมผิว: ดูดฝุ่นหรือเป่าทำความสะอาดให้หมด ก่อนเริ่มทาชั้นเคลือบ
จุดที่พบบ่อย: ผิวคอนกรีตที่ดูแห้งด้วยตาอาจยังมีความชื้นสูง โดยเฉพาะบ่อเก่า ถังเก่า หรือพื้นที่ที่เพิ่งล้างน้ำ ควรตรวจด้วยวิธีที่เหมาะสมก่อนทา ไม่ควรรีบเคลือบเพียงเพราะผิวด้านบนดูแห้งแล้ว
หากเป็นบ่อบำบัดหรือถังที่เคยใช้งานมาก่อน ควรให้ความสำคัญกับคราบสะสมในรูพรุนมากเป็นพิเศษ เพราะสารปนเปื้อนอาจดันฟิล์มจากด้านล่างหรือทำให้การยึดเกาะลดลงได้ การล้าง การเปิดผิว และการปล่อยให้แห้งตามเงื่อนไขจึงเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรตัดทอนเพื่อลดเวลา
การเตรียมพื้นผิวเหล็ก: ต้องสะอาดระดับ Sa 2 1/2
สำหรับพื้นผิวเหล็ก ข้อมูล Sika ระบุให้พ่นขัดให้ได้ความสะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตามมาตรฐาน ISO 12944-4 โดยต้องปราศจากคราบสกปรก น้ำมัน และไขมัน พร้อมความลึกผิวเฉลี่ย RZ มากกว่าหรือเท่ากับ 50 ไมครอน ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะงานป้องกันการกัดกร่อนต้องการทั้งความสะอาดและ profile ผิวที่พอให้ฟิล์มเคลือบจับยึดได้แน่น
การขัดด้วยแปรงลวดหรือกระดาษทรายอาจพอสำหรับงานซ่อมเล็กบางประเภท แต่สำหรับงานหนักที่ต้องเจอน้ำ น้ำเสีย ความชื้นต่อเนื่อง หรือสารเคมี การพ่น abrasive blasting ที่ควบคุมมาตรฐานได้จะให้ผลสม่ำเสมอกว่า โดยเฉพาะบริเวณรอยเชื่อม ขอบคม มุมอับ และตำแหน่งที่มีสนิมฝังลึก
| จุดตรวจผิวเหล็ก | ข้อกำหนด/แนวทาง | เหตุผล |
|---|---|---|
| คราบน้ำมันและไขมัน | ต้องกำจัดก่อนพ่นขัดและก่อนทา | คราบมันเป็นตัวขวางการยึดเกาะโดยตรง |
| ความสะอาดผิว | Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 | ลดสนิม คราบ mill scale และสิ่งปนเปื้อนบนผิว |
| ความหยาบผิว | RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน | ช่วยให้ชั้นเคลือบเกาะกับเหล็กได้ดีขึ้น |
| ฝุ่นหลังพ่นขัด | ต้องกำจัดให้หมดก่อนเคลือบ | ฝุ่นที่เหลืออยู่ทำให้ฟิล์มยึดเกาะกับฝุ่นแทนเหล็ก |
| flash rust | ควรทาภายในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังพ่นขัด | เหล็กที่สะอาดแล้วเกิดสนิมซ้ำได้เร็วเมื่อเจอความชื้น |
เคล็ดลับหน้างาน: ขอบคม รอยเชื่อม น็อต และมุมอับควรทำ stripe coat หรือทาเก็บรายละเอียดก่อน/ระหว่างชั้นหลัก เพราะเป็นตำแหน่งที่ฟิล์มบางง่ายและมักเป็นจุดเริ่มของสนิมหรือการหลุดล่อน
อัตราส่วนผสม SikaCor®-950 F และระยะเวลาการใช้งานหลังผสม
SikaCor®-950 F เป็นวัสดุ 2 ส่วนผสม ต้องผสมส่วน A และ B ให้ถูกอัตรา ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุอัตราส่วน A:B = 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร การกะด้วยสายตาหรือแบ่งผสมโดยไม่ชั่ง/ตวงให้แม่นมีความเสี่ยงสูง เพราะอัตราส่วนผิดทำให้การแข็งตัว การยึดเกาะ และความทนทานของฟิล์มลดลงได้
- กวนส่วน A ก่อน: ใช้เครื่องปั่นไฟฟ้ากวนให้ทั่ว เริ่มจากรอบต่ำเพื่อลดฟองและการกระเด็น
- เติมส่วน B: ค่อย ๆ เติมส่วน B ลงในส่วน A ระหว่างกวน
- ปั่นให้ทั่ว: เพิ่มความเร็วไปประมาณ 300 รอบต่อนาที และกวนทั้งด้านข้างกับก้นถังอย่างน้อย 3 นาที
- ถ่ายลงถังสะอาด: เทวัสดุที่ผสมแล้วลงถังสะอาด แล้วปั่นซ้ำสั้น ๆ เพื่อลดจุดที่ผสมไม่ถึง
- ใช้ PPE: สวมแว่นตาป้องกัน ถุงมือ และเสื้อผ้าป้องกันระหว่างผสมและทาเสมอ
| รายการ | ข้อมูลสำคัญ | ข้อแนะนำหน้างาน |
|---|---|---|
| อัตราส่วนโดยน้ำหนัก | 93 : 7 | เหมาะสำหรับการชั่งแบ่งผสม ควรใช้เครื่องชั่งที่แม่นยำ |
| อัตราส่วนโดยปริมาตร | 100 : 14 | ใช้เมื่อมีภาชนะตวงที่ควบคุมปริมาตรได้จริง |
| อายุหลังผสมที่ +20°C | ประมาณ 1.5 ชั่วโมง | วางแผนพื้นที่และทีมช่างให้ใช้ทันก่อนวัสดุเริ่มหนืด |
| อายุหลังผสมที่ +30°C | ประมาณ 45 นาที | อากาศร้อนทำให้เวลาทำงานสั้นลง ควรผสมเป็นรอบเล็กลง |
| ทินเนอร์ | Sika® Thinner S สูงสุด 5% เมื่อจำเป็น | เติมเฉพาะตามข้อกำหนด เพราะมีผลต่อการสัมผัสน้ำทันทีและความหนาฟิล์ม |
ห้ามทำ: อย่าเติมทินเนอร์หรือส่วนผสมเพิ่มหลังวัสดุเริ่มเซ็ตตัวเพื่อหวังให้กลับมาเหลว เพราะจะกระทบคุณภาพฟิล์มและอาจทำให้งานตรวจรับไม่ผ่าน
วิธีทาและวิธีพ่น SikaCor®-950 F ให้ได้ฟิล์มสม่ำเสมอ
วิธีการใช้งานมีผลโดยตรงต่อความหนาและความสม่ำเสมอของชั้นเคลือบ ข้อมูล Sika ระบุว่าวิธีการพ่นจะให้ผลลัพธ์ดีที่สุด โดยเฉพาะเมื่อใช้เครื่องพ่นไร้อากาศ เพราะช่วยให้ได้ความหนาฟิล์มแห้งตามที่กำหนดได้ง่ายกว่าการใช้แปรงหรือลูกกลิ้ง อย่างไรก็ตาม แปรงและลูกกลิ้งยังใช้ได้ในบางพื้นที่ เพียงแต่อาจต้องเพิ่มปริมาณวัสดุหรือเพิ่มจำนวนชั้นเพื่อให้ได้ความหนาตามต้องการ
| วิธีใช้งาน | ข้อดี | สิ่งที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| พ่นไร้อากาศ | คุมความหนาและผิวได้ดีที่สุดสำหรับพื้นที่ใหญ่ | ต้องใช้แรงดัน หัวพ่น ท่อ และอุณหภูมิวัสดุตามข้อกำหนด |
| ลูกกลิ้ง | เหมาะกับพื้นที่เข้าถึงง่ายและงานซ่อมบางส่วน | ฟิล์มอาจบางหรือไม่สม่ำเสมอ ต้องวัดความหนาและเพิ่มชั้นหากจำเป็น |
| แปรง | เหมาะกับขอบ มุม รอยเชื่อม และเก็บรายละเอียด | ไม่เหมาะเป็นวิธีหลักในพื้นที่ใหญ่ที่ต้องคุมฟิล์มหนาเท่ากัน |
สำหรับเครื่องพ่นไร้อากาศ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุแรงดันขั้นต่ำ 180 บาร์ ถอดแผ่นตะแกรงออก ใช้หัวพ่นขนาดอย่างน้อย 0.38 มม. หรือ 0.015 นิ้ว มุมพ่นประมาณ 50 องศา เส้นผ่านศูนย์กลางท่อพ่นขั้นต่ำ 10 มม. หรือ 3/8 นิ้ว และอุณหภูมิของวัสดุขั้นต่ำ +15°C ก่อนเริ่มงานจริงควรทดสอบพื้นที่เล็กเพื่อดูการไหล ผิวสำเร็จ และความหนาฟิล์ม
ความหนาฟิล์มอ้างอิง: ที่ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน และฟิล์มเปียก 200 ไมครอน ปริมาณการใช้เชิงทฤษฎีอยู่ที่ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. หรือประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. พื้นผิวหยาบ วิธีทา และการสูญเสียหน้างานอาจทำให้ใช้วัสดุจริงมากขึ้น
เวลาเคลือบทับและการแห้งตัว: คุมช่วงเวลาให้ฟิล์มยึดกันดี
ระยะเวลารอระหว่างชั้นเป็นจุดที่ต้องควบคุมอย่างจริงจัง โดยข้อมูล Sika ระบุเวลารอสำหรับฟิล์มแห้งที่มีความหนาไม่เกิน 150 ไมครอน หากทาทับเร็วเกินไปอาจกระทบการระเหยและการเซ็ตตัวของชั้นล่าง แต่ถ้าทิ้งไว้นานเกินช่วงสูงสุด ต้องกระตุ้นพื้นผิวด้วยการพ่นผ่าน หรือ sweep blasting และกำจัดฝุ่นก่อนทาชั้นถัดไป เพื่อป้องกันปัญหาการยึดเกาะระหว่างชั้น
| อุณหภูมิ | รอเคลือบทับต่ำสุด | รอเคลือบทับสูงสุด | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| +10°C | 30 ชั่วโมง | 72 ชั่วโมง | อุณหภูมิต่ำทำให้รอนานขึ้น |
| +15°C | 24 ชั่วโมง | 60 ชั่วโมง | ควบคุมจุดน้ำค้างและความชื้นให้ดี |
| +20°C | 12 ชั่วโมง | 48 ชั่วโมง | เป็นค่าที่ใช้อ้างอิงบ่อยในงานวางแผน |
| +25°C | 8 ชั่วโมง | 36 ชั่วโมง | ทำงานเร็วขึ้นแต่ต้องระวังอายุหลังผสม |
| +30°C | 6 ชั่วโมง | 24 ชั่วโมง | อากาศร้อนทำให้หน้าต่างเวลาสั้นลง |
ที่อุณหภูมิ +20°C SikaCor®-950 F แห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งสามารถใช้งานได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งตัวสมบูรณ์ประมาณ 7 วันในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทดี หากอุณหภูมิต่ำกว่า +10°C วัสดุยังสามารถบ่มและแห้งตัวได้ แต่จะใช้เวลานานขึ้น จึงควรวางแผนส่งมอบงานให้สอดคล้องกับอุณหภูมิจริงของไซต์
กรณีใช้ SikaCor® Zinc R: เอกสารระบุช่วงเวลาระหว่าง SikaCor® Zinc R และ SikaCor®-950 F ที่ 24 ชั่วโมง ที่ +20°C และควรดูเอกสารของระบบที่เกี่ยวข้องร่วมด้วยเสมอ
ข้อควรระวังสำคัญก่อน ระหว่าง และหลังทา
แม้ SikaCor®-950 F จะเป็นวัสดุเคลือบสำหรับงานหนัก แต่ระบบจะทำงานได้ดีเมื่อควบคุมสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม อุณหภูมิของผลิตภัณฑ์และพื้นผิวต้องไม่ต่ำกว่า +10°C ค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงสุด 85% และอุณหภูมิพื้นผิวต้องสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดความชื้นควบแน่นบนผิวระหว่างทา
- ไม่ควรทาบนพื้นผิวที่มีน้ำ คราบน้ำมัน ไขมัน ฝุ่น หรือปูนหลุดล่อน
- ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม
- การสัมผัสน้ำทันทีหลังเคลือบเป็นกรณีพิเศษ และต้องพิจารณาเรื่องตัวทำละลายที่อาจปนเปื้อนน้ำชั่วคราว
- หากเติม Sika® Thinner S สูงสุด 5% พื้นผิวจะไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบเสร็จ
- ไม่ทนต่อน้ำมันเบนซิน-ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
- น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมควรตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนใช้งาน เพราะสารเคมีจริงอาจต่างจากน้ำเสียชุมชนมาก
- ควรสวมแว่นตา ถุงมือ เสื้อผ้าป้องกัน และจัดการระบายอากาศ โดยเฉพาะงานในถัง บ่อ หรือพื้นที่ปิด
ข้อผิดพลาดที่ควรเลี่ยง: ผสมผิดอัตราส่วน ทาทับเกินเวลาสูงสุดโดยไม่ sweep blasting เปิดใช้งานสารเคมีก่อนแห้งตัวสมบูรณ์ และไม่วัดความหนาฟิล์มระหว่างงาน ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบเคลือบเสียเร็วกว่าที่ควร
สรุปขั้นตอนใช้งาน SikaCor®-950 F แบบหน้างานจริง
ถ้าต้องการให้ SikaCor®-950 F ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ให้เริ่มจากการสำรวจสภาพพื้นและสารที่ต้องสัมผัสก่อน จากนั้นเตรียมคอนกรีตให้แข็งแรง สะอาด ความชื้นไม่เกิน 8% หรือเตรียมเหล็กให้สะอาดระดับ Sa 2 1/2 พร้อม RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน แล้วจึงผสมส่วน A:B ให้ตรงอัตรา กวนอย่างน้อย 3 นาที ทาหรือพ่นให้ได้ความหนาฟิล์มที่ต้องการ และควบคุมเวลารอเคลือบทับให้ไม่เกินช่วงที่กำหนด
สำหรับงานบ่อบำบัด ถังน้ำเสีย รางระบายน้ำ หรือโครงสร้างเหล็กในพื้นที่กัดกร่อน การเตรียมผิวที่ดีช่วยลดความเสี่ยงซ่อมซ้ำได้มากกว่าการเร่งทาให้เสร็จเร็ว หากหน้างานมีสารเคมีเฉพาะ น้ำเสียโรงงาน อุณหภูมิสูง หรือข้อกำหนดเปิดใช้งานเร็ว ควรให้ทีมเทคนิคช่วยตรวจระบบก่อนเริ่มงาน เพื่อให้เลือกจำนวนชั้น วิธีทา และแผนบ่มได้เหมาะกับพื้นที่จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: บทความนี้สรุปจากข้อมูลผลิตภัณฑ์บนหน้า SikaCor®-950 F ของ Sika Thailand และควรตรวจเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์/เอกสารความปลอดภัยฉบับล่าสุดก่อนใช้งานจริงในโครงการสำคัญ
คำถามที่พบบ่อย
ก่อนทา SikaCor®-950 F ต้องเตรียมคอนกรีตอย่างไร?
คอนกรีตต้องแข็งแรง ยึดเกาะได้ สะอาด ไม่มีเศษขุย ซีเมนต์ ฝุ่น ปูนหลุดล่อน คราบน้ำมัน หรือคราบสกปรกอื่น ๆ ความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% และรูโพรงหรือร่องแตกควรซ่อมให้เรียบร้อยก่อนเคลือบ
ก่อนทา SikaCor®-950 F บนเหล็กต้องเตรียมผิวระดับไหน?
ข้อมูล Sika ระบุให้พ่นขัดผิวเหล็กให้สะอาดระดับ Sa 2 1/2 ตาม ISO 12944-4 ปราศจากคราบสกปรก น้ำมัน และไขมัน พร้อมความลึกผิวเฉลี่ย RZ อย่างน้อย 50 ไมครอน
อัตราส่วนผสม SikaCor®-950 F เท่าไร?
อัตราส่วนส่วน A:B คือ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร ควรชั่งหรือตวงให้แม่นยำและกวนด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าอย่างน้อย 3 นาทีจนเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน
หลังผสม SikaCor®-950 F แล้วใช้งานได้นานแค่ไหน?
ที่อุณหภูมิ +20°C ใช้งานหลังผสมได้ประมาณ 1.5 ชั่วโมง และที่ +30°C ประมาณ 45 นาที อุณหภูมิสูงทำให้อายุหลังผสมสั้นลง จึงควรผสมเท่าที่ใช้ทันในแต่ละรอบ
SikaCor®-950 F ใช้ทินเนอร์ได้ไหม?
ใช้ Sika® Thinner S ได้เฉพาะในปริมาณน้อยตามข้อกำหนด หากจำเป็นอาจเติมได้สูงสุด 5% เพื่อปรับความหนืด แต่เมื่อเติมทินเนอร์ พื้นผิวจะไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบเสร็จ
ควรรอทาทับชั้นถัดไปนานเท่าไร?
สำหรับฟิล์มแห้งไม่เกิน 150 ไมครอน ที่ +20°C ระยะรอทับชั้นต่ำสุดประมาณ 12 ชั่วโมงและสูงสุดประมาณ 48 ชั่วโมง หากเกินเวลาสูงสุดต้องกระตุ้นผิวด้วย sweep blasting และกำจัดฝุ่นก่อนทาชั้นถัดไป
SikaCor®-950 F แห้งสมบูรณ์เมื่อไหร่?
ที่ +20°C และมีอากาศถ่ายเทดี แห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งใช้งานได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งตัวสมบูรณ์ประมาณ 7 วัน หากอุณหภูมิต่ำลงจะใช้เวลานานขึ้น
ใช้แปรงหรือลูกกลิ้งแทนการพ่นได้ไหม?
ใช้ได้ แต่การพ่นโดยเฉพาะเครื่องพ่นไร้อากาศให้ผลดีที่สุดในการคุมความหนาและความสม่ำเสมอ หากใช้แปรงหรือลูกกลิ้ง อาจต้องใช้วัสดุมากขึ้นหรือเพิ่มจำนวนชั้นเพื่อให้ได้ความหนาฟิล์มตามต้องการ
SikaCor®-950 F ใช้กับน้ำดื่มได้ไหม?
ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม หากเป็นถังหรืออ่างเก็บน้ำ ต้องตรวจประเภทน้ำ ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และเอกสารผลิตภัณฑ์ก่อนเลือกใช้
ซื้อ SikaCor®-950 F ได้ที่ไหน?
สามารถดูรายละเอียดที่หน้า SikaCor®-950 F ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และให้ทีมช่วยประเมินปริมาณวัสดุจากพื้นที่จริง
