ทำไมต้องใช้ซีเมนต์กันซึมแบบยืดหยุ่นสูง? เข้าใจการทำงานของ LANKO 228
LANKO 228 SUPERFLEX WATERPROOFING

ทำไมต้องใช้ซีเมนต์กันซึมแบบ "ยืดหยุ่นสูง"? ทำความเข้าใจการทำงานของ LANKO 228

งานกันซึมห้องน้ำ ห้องครัว ระเบียง หรือชานพักไม่ได้เจอแค่น้ำ แต่ต้องรับการยืดหดของพื้นผิว แรงสั่นสะเทือนเล็ก ๆ และรอยแตกร้าวขนาดเล็กที่อาจเกิดหลังใช้งานจริง LANKO® 228 Superflex จึงถูกออกแบบเป็นซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่นสูง 2 ส่วนผสม เพื่อสร้างชั้นฟิล์มกันน้ำที่เกาะกับพื้นผิวซีเมนต์ได้ดีและขยับตามรอยร้าวเล็กได้ดีกว่าปูนกันซึมแข็งทั่วไป

ยืดหยุ่นสูง 2 ส่วนผสม ทน micro-crack ถึง 0.75 มม. กันน้ำที่แรงดัน 1.5 บาร์ อ้างอิง EN14891
33 กก.ขนาดชุด A+B ต่อชุด
3-4 กก.ปริมาณใช้ต่อ ตร.ม. ที่ 2 ชั้น
30 นาทีเวลาใช้งานหลังผสมที่ 25°C
LANKO 228 Superflex ซีเมนต์กันซึมยืดหยุ่นสูง 2 ส่วนผสม

LANKO® 228 Superflex

ซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่นสูง 2 ส่วนผสม สำหรับงานภายในและภายนอก ใช้กับพื้นคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูน เหมาะกับงานกันซึมก่อนปูกระเบื้องในห้องน้ำ ห้องครัว ระเบียง หรือชานพักที่ต้องการชั้นกันซึมที่รับการขยับตัวเล็ก ๆ ของพื้นผิวได้ดี

Quick Answer: ทำไมซีเมนต์กันซึมต้องยืดหยุ่นสูง?

คำตอบสั้น

เพราะพื้นและผนังจริงไม่ได้อยู่นิ่งตลอดเวลา คอนกรีตและปูนฉาบมีการยืดหดตามอุณหภูมิ ความชื้น การรับน้ำหนัก และแรงสั่นสะเทือน หากใช้วัสดุกันซึมที่แข็งเกินไป รอยร้าวเล็ก ๆ อาจเปิดเป็นทางให้น้ำซึมได้ง่าย LANKO 228 Superflex ช่วยแก้โจทย์นี้ด้วยระบบซีเมนต์กันซึม 2 ส่วนผสมที่มีเรซิ่น ช่วยให้ชั้นกันซึมยืดหยุ่น เกาะพื้นผิวได้ดี และทนต่อรอยแตกร้าวขนาดเล็กได้ถึง 0.75 มม.

ในงานห้องน้ำและระเบียง ปัญหารั่วซึมมักไม่ได้เกิดทันทีหลังทำเสร็จ แต่เกิดเมื่อผ่านการใช้งานจริงไปสักระยะ เช่น พื้นมีน้ำขังซ้ำ ๆ ผนังขยับจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ หรือปูนฉาบมีรอย hairline crack ที่มองเห็นยาก ชั้นกันซึมจึงต้องเป็นมากกว่าสารเคลือบผิว ต้องเป็นชั้นป้องกันที่ยึดเกาะกับพื้นผิวและรับความเคลื่อนไหวเล็กน้อยได้

LANKO 228 เหมาะกับงานที่ต้องการกันซึมก่อนปูกระเบื้อง หรือพื้นที่สัญจรต่ำบางกรณีที่ต้องการปล่อยเปลือยตามเงื่อนไขของผู้ผลิต แต่สำหรับพื้นที่สัญจรสูง พื้นที่เสี่ยงขีดข่วน หรือพื้นที่ดาดฟ้าและหลังคา ควรเลือกวัสดุปิดทับหรือระบบกันซึมให้เหมาะสม ไม่ควรตัดสินใจจากคำว่า “กันซึม” เพียงคำเดียว

ทำไมงานกันซึมยุคนี้ต้องมองเรื่องความยืดหยุ่น?

หลายคนคุ้นกับการคิดว่างานกันซึมคือการทาวัสดุให้ “น้ำไม่ผ่าน” แต่ในหน้างานจริงชั้นกันซึมต้องเจอกับแรงหลายประเภทพร้อมกัน พื้นคอนกรีตอาจมีการหดตัวหลังเท ผนังปูนฉาบอาจเกิดรอยแตกลายงา รอยต่อพื้นกับผนังอาจเป็นจุดรับแรง และบริเวณรอบท่อระบายน้ำมักเป็นจุดที่มีการเคลื่อนไหวหรือเกิดโพรงอากาศได้ง่าย ถ้าวัสดุกันซึมแข็งและเปราะ เมื่อพื้นผิวเกิดรอยเล็ก วัสดุก็อาจร้าวตาม ทำให้เกิดทางน้ำซึมในที่สุด

ซีเมนต์กันซึมแบบยืดหยุ่นสูงจึงทำหน้าที่คล้ายเยื่อกันน้ำที่ยึดติดกับพื้นผิวซีเมนต์ แต่ยังสามารถรับการขยับตัวเล็ก ๆ ได้ LANKO 228 ใช้ระบบ 2 ส่วนผสม โดยส่วน A เป็นผงซีเมนต์สีเทาที่มีซีเมนต์ สารเติมเต็ม และสารผสมเพิ่ม ส่วน B เป็นของเหลวสีขาวที่ประกอบด้วยเรซิ่น เมื่อนำมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน จะได้มอร์ตาร์กันซึมที่ทาหรือฉาบได้ และหลังแห้งจะเกิดชั้นกันซึมที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าซีเมนต์ล้วน

ปูนกันซึมแข็งทั่วไป

เน้นอุดรูพรุนและลดการซึมผ่าน แต่ถ้าเกิดรอยแตกร้าวภายหลัง อาจตามรอยแตกไม่ทัน

ยืดหยุ่นสูง

เหมาะกับพื้นผิวที่มีโอกาสยืดหดหรือเกิดรอย hairline crack โดยเฉพาะงานเปียกก่อนปูกระเบื้อง

ระบบที่ดี

ต้องรวมการเตรียมผิว การทา 2 ชั้น ความหนาถูกต้อง และการปิดทับที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง

ความยืดหยุ่นไม่ได้แปลว่าใช้ได้ทุกสภาพโดยไม่ต้องเตรียมพื้น เพราะหากพื้นผิวร่วน มีฝุ่น คราบน้ำมัน รูพรุน หรือรอยต่อที่ไม่ได้ซ่อม ชั้นกันซึมจะยึดเกาะได้ไม่เต็มที่ สิ่งสำคัญคือใช้ความยืดหยุ่นของวัสดุร่วมกับพื้นผิวที่แข็งแรงและแห้งตัวตามระบบ ไม่ใช่ใช้เพื่อชดเชยการเตรียมงานที่ไม่ครบ

หลักการทำงานของ LANKO 228: ซีเมนต์ + เรซิ่น ทำงานร่วมกันอย่างไร?

LANKO 228 Superflex เป็นซีเมนต์กันซึมชนิด 2 ส่วนผสม หลักการสำคัญคือให้ซีเมนต์ช่วยเรื่องการยึดเกาะกับพื้นผิวปูนและคอนกรีต ส่วนเรซิ่นช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องของชั้นฟิล์ม เมื่อผสมตามขั้นตอนและทาลงบนพื้นผิวที่เตรียมถูกต้อง วัสดุจะสร้างชั้นกันซึมที่ปิดรูพรุน ลดทางเดินของน้ำ และรับรอยแตกร้าวขนาดเล็กได้ดีขึ้น

เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุว่า LANKO 228 ป้องกันและต้านทานแรงดันน้ำ ทนต่อการแตกร้าวขนาดเล็กได้ถึง 0.75 มม. และผ่านการอ้างอิงตามมาตรฐาน European Standard EN14891 ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุกันซึมชนิดทาก่อนงานปูกระเบื้อง จุดนี้ทำให้สินค้าเหมาะกับงานที่ต้องการระบบกันซึมใต้กระเบื้อง เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ระเบียง หรือชานพัก มากกว่างานทาผิวสวยงามทั่วไป

องค์ประกอบหน้าที่หลักผลต่อหน้างาน
Part A: ผงซีเมนต์สีเทาประกอบด้วยซีเมนต์ สารเติมเต็ม และสารผสมเพิ่มช่วยให้ยึดเกาะกับพื้นผิวคอนกรีตหรือปูนฉาบ และสร้างเนื้อวัสดุสำหรับทาหรือฉาบ
Part B: ของเหลวสีขาวประกอบด้วยเรซิ่นเพิ่มความยืดหยุ่น ช่วยให้ชั้นกันซึมรับการขยับตัวเล็ก ๆ ได้ดีขึ้น
การทา 2 ชั้นสร้างความต่อเนื่องของฟิล์มกันซึมลดโอกาสเกิดรูเข็ม จุดบาง หรือช่องว่างจากการทาชั้นเดียว
ความหนารวมควรฉาบประมาณ 2 มม. และไม่ต่ำกว่า 1.5 มม. หลังแห้งช่วยให้ได้ประสิทธิภาพตามสเปกและลดความเสี่ยงการรั่วซึมเฉพาะจุด

ถ้าจะอธิบายแบบช่างหน้างาน LANKO 228 ไม่ได้กันน้ำด้วยการเป็นฟิล์มพลาสติกล้วน และไม่ได้แข็งเป็นปูนธรรมดา แต่เป็นชั้นกันซึมซีเมนต์-โพลิเมอร์ที่ยึดกับพื้นปูนได้ดี มีความยืดหยุ่น และรองรับการปูกระเบื้องทับในช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความมั่นใจทั้งเรื่องการกันซึมและความเข้ากันได้กับระบบกระเบื้อง

สเปกสำคัญของ LANKO 228 ที่ควรรู้ก่อนสั่งซื้อ

การเลือกวัสดุกันซึมไม่ควรดูแค่ชื่อรุ่นหรือราคา เพราะสิ่งที่มีผลต่อคุณภาพงานคือสเปกการใช้งานจริง เช่น ปริมาณการใช้ต่อพื้นที่ ระยะเวลาใช้งานหลังผสม ความหนาที่ต้องได้ อุณหภูมิที่เหมาะสม และเวลารอก่อนปูกระเบื้อง ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คำนวณจำนวนชุด วางแผนทีมช่าง และลดความเสี่ยงทาผิดระบบ

หัวข้อข้อมูลจากเอกสารผลิตภัณฑ์ความหมายต่อการใช้งาน
ประเภทสินค้าซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่นสูง 2 ส่วนผสมต้องผสม Part A และ Part B ให้เข้ากันก่อนใช้งาน ห้ามเติมซีเมนต์หรือสารผสมเพิ่มเอง
บรรจุภัณฑ์ชุด 33 กก. แบ่งเป็น Part A 23 กก. และ Part B 10 กก.ควรผสมตามอัตราชุดเดิมเพื่อให้คุณสมบัติยืดหยุ่นและกันซึมเป็นไปตามระบบ
อัตราการใช้3-4 กก./ตร.ม. สำหรับ 2 ชั้น ที่ความหนา 2 มม.ควรเผื่อปริมาณตามความเรียบของพื้นผิวและจุดรายละเอียด เช่น มุม พื้น-ผนัง และรอบท่อ
ชั้นที่ 1 และ 2ชั้นละประมาณ 1.5-2 กก./ตร.ม.ทา 2 ชั้นเพื่อให้ฟิล์มต่อเนื่องและลดจุดบาง
เวลาทำงานหลังผสมประมาณ 30 นาที ที่ 25°Cควรผสมทีละปริมาณที่ทีมช่างทาได้ทัน ไม่ควรปล่อยให้วัสดุเริ่มเซ็ตแล้วนำกลับมาใช้
การยึดเกาะค่ากำลังรับแรงยึดเกาะต่อแรงดึง ≥ 0.5 MPa ที่ 28 วันช่วยยืนยันความเหมาะสมกับพื้นผิวคอนกรีตเมื่อเตรียมผิวถูกต้อง
แรงดันน้ำไม่มีน้ำซึมผ่านที่แรงดันน้ำ 1.5 บาร์เหมาะกับงานป้องกันการรั่วซึมในพื้นที่เปียกตามขอบเขตการใช้งานของผลิตภัณฑ์

แนวทางคำนวณคร่าว ๆ: ถ้าพื้นที่ 10 ตร.ม. ใช้ 3-4 กก./ตร.ม. จะใช้วัสดุประมาณ 30-40 กก. สำหรับ 2 ชั้นที่ความหนา 2 มม. ดังนั้น 1 ชุด 33 กก. อาจครอบคลุมประมาณ 8-11 ตร.ม. ขึ้นกับพื้นผิวจริง ความหนา และการสูญเสียหน้างาน

พื้นที่แบบไหนเหมาะกับ LANKO 228?

จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ LANKO 228 ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก โดยพื้นที่ใช้งานหลักคือห้องน้ำและห้องครัวในอาคารสูง รวมถึงงานกันซึมก่อนปูกระเบื้องบริเวณระเบียงหรือชานพัก ยกเว้นดาดฟ้า พื้นผิวที่เหมาะคือคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูนทั่วไป และสามารถปล่อยเปลือยในบริเวณพื้นที่สัญจรต่ำได้ตามเงื่อนไข ยกเว้นงานดาดฟ้าหรือหลังคา

ห้องน้ำ

เหมาะมาก เพราะเป็นพื้นที่เปียก มีจุดเสี่ยงรอบท่อ พื้น-ผนัง และก่อนปูกระเบื้องควรมีชั้นกันซึมต่อเนื่อง

ห้องครัว

ช่วยลดความเสี่ยงน้ำซึมบริเวณพื้นและผนังส่วนเปียก โดยเฉพาะอาคารสูงหรือพื้นที่ที่ซ่อมภายหลังยาก

ระเบียงและชานพัก

ใช้เป็นกันซึมก่อนปูกระเบื้องได้ แต่ต้องดูความลาดเอียง น้ำขัง และรายละเอียดรอยต่อให้ครบ

พื้นที่สัญจรต่ำ

สามารถปล่อยเปลือยได้บางกรณีตามข้อมูลสินค้า แต่ต้องไม่ใช่ดาดฟ้าหรือหลังคา และไม่ควรเสี่ยงต่อการขีดข่วนสูง

ดาดฟ้า/หลังคา

ไม่ใช่ขอบเขตหลักของรุ่นนี้ตามเอกสารสำหรับการปล่อยเปลือย ควรเลือกระบบกันซึมหลังคาที่เหมาะกว่า

พื้นที่สัญจรสูง

ควรมีวัสดุปิดทับหรือระบบปกป้องผิว เพื่อป้องกันการถลอกและรอยขีดข่วน

จุดที่ต้องระวังคือคำว่า “ใช้ภายนอกได้” ไม่ได้หมายความว่าสามารถทาแทนระบบกันซึมหลังคาทุกกรณีได้ งานภายนอกที่โดนแดด ลม ฝน น้ำขัง หรือการเดินเหยียบซ้ำ ๆ ต้องออกแบบระบบให้ครบ เช่น ความลาดเอียง การระบายน้ำ รายละเอียดมุม และวัสดุปิดทับ เพราะชั้นกันซึมที่ดีต้องไม่รับภาระผิดประเภทเกินกว่าที่ออกแบบไว้

วิธีใช้ LANKO 228 ให้ชั้นกันซึมทำงานเต็มประสิทธิภาพ

หัวใจของงาน LANKO 228 อยู่ที่ 3 เรื่อง: เตรียมพื้นผิวให้พร้อม ผสมให้ถูก และทาให้ได้ความหนาต่อเนื่อง พื้นผิวต้องแข็งแรง สะอาด ปราศจากคราบน้ำมัน และต้องซ่อมรูพรุน รอยต่อ ฟองอากาศ หรือบริเวณเสียหายก่อนเริ่มงาน หากพื้นผิวเรียบมากควรทำให้หยาบก่อน และควรพรมน้ำบนพื้นผิวให้ชื้นก่อนติดตั้งกันซึมตามคำแนะนำในเอกสารผลิตภัณฑ์

  1. ตรวจพื้นผิว: เช็กว่าคอนกรีตหรือปูนฉาบแข็งแรง ไม่มีฝุ่น ผิวร่วน คราบน้ำมัน หรือสารที่ขัดขวางการยึดเกาะ
  2. ซ่อมจุดเสี่ยง: อุดรูพรุน ซ่อมรอยต่อ เก็บมุมพื้น-ผนัง และรายละเอียดรอบท่อให้เรียบร้อยก่อนทากันซึม
  3. เตรียมการผสม: เทเรซิ่น Part B ประมาณ 3/4 ส่วนลงในภาชนะที่เหมาะสม จากนั้นค่อย ๆ เทผง Part A ระหว่างปั่น
  4. ปั่นด้วยรอบต่ำ: ใช้สว่านปั่นผสมความเร็วต่ำประมาณ 300-500 รอบต่อนาที เพื่อให้ได้เนื้อวัสดุสม่ำเสมอและลดฟองอากาศ
  5. เติม Part B ที่เหลือ: เติมเรซิ่นส่วนที่เหลือแล้วปั่นต่อประมาณ 3 นาที จากนั้นพักส่วนผสมประมาณ 2 นาที
  6. ทาชั้นแรก: ใช้แปรงทาหรือเกรียงฉาบ ด้วยปริมาณประมาณ 1.5-2 กก./ตร.ม. ให้ครอบคลุมพื้นผิวต่อเนื่อง
  7. ทาชั้นที่สอง: ทาหรือฉาบหลังชั้นแรกแห้งตัวประมาณ 2-6 ชั่วโมง ขึ้นกับสภาพอากาศ และใช้ปริมาณประมาณ 1.5-2 กก./ตร.ม.
  8. ควบคุมความหนา: ควรฉาบหนารวมประมาณ 2 มม. และไม่ควรต่ำกว่า 1.5 มม. หลังแห้ง เพื่อให้ได้ฟิล์มกันซึมที่มีประสิทธิภาพ

งานที่มีโอกาสแตกร้าว: สำหรับพื้นผิวที่อาจเกิดการแตกร้าว ควรใช้แผ่นใยเสริมความแข็งแรง LANKO GLASS FIBER MESH ในการทาชั้นที่ 1 โดยฝังตาข่ายในชั้นกันซึมให้แนบและไม่เกิดโพรง

หลังทาชั้นสุดท้าย หากจะปูกระเบื้องทับ เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุว่าสามารถปูกระเบื้องทับ LANKO 228 ได้ภายใน 3-7 วัน หลังจากทาชั้นสุดท้ายแล้ว โดยต้องพิจารณาสภาพอากาศ ความหนา และความแห้งของชั้นกันซึมร่วมด้วย การเร่งปูกระเบื้องก่อนระบบพร้อมอาจทำให้ความชื้นค้าง การยึดเกาะลดลง หรือเกิดปัญหาภายหลังได้

ข้อควรระวังที่ทำให้งานกันซึมไม่หลุดสเปก

แม้ LANKO 228 จะเป็นวัสดุกันซึมประสิทธิภาพสูง แต่ผลลัพธ์ขึ้นกับการใช้งานจริงอย่างมาก โดยเฉพาะอุณหภูมิ ความชื้น ลม แดด และสภาพพื้นผิว เอกสารระบุอุณหภูมิแวดล้อมที่เหมาะสม +10°C ถึง +35°C และระยะเวลาการใช้งานหลังผสมประมาณ 30 นาทีที่ 25°C หากทำงานกลางแดดจัด ลมแรง หรืออากาศแห้งมาก วัสดุอาจแห้งเร็วเกินไปจนกระทบการยึดเกาะและการสร้างฟิล์มกันซึม

ข้อควรระวังเหตุผลแนวทางที่ควรทำ
ห้ามให้แห้งเร็วเกินไปการแห้งเร็วอาจทำให้ชั้นฟิล์มไม่พัฒนาเต็มที่หลีกเลี่ยงแดดจัด ลมแรง หรือจัดงานในช่วงอุณหภูมิเย็นกว่าเมื่อทำภายนอก
ห้ามพรมน้ำระหว่างชั้นน้ำคั่นชั้นอาจรบกวนการยึดเกาะและความต่อเนื่องของฟิล์มรอให้ชั้นแรกแห้งตัวตามช่วงเวลาที่เหมาะสมก่อนทาชั้นถัดไป
ห้ามเติมซีเมนต์หรือสารผสมเพิ่มจะทำให้อัตราส่วนระบบ A+B เปลี่ยนและลดประสิทธิภาพใช้เฉพาะส่วนผสมในชุดตามที่ผู้ผลิตกำหนด
ไม่ควรปล่อยเปลือยในพื้นที่สัญจรสูงผิวอาจถลอกหรือเกิดรอยขีดข่วนจนกระทบชั้นกันซึมใช้วัสดุปิดทับหรือระบบป้องกันผิวตามสภาพใช้งาน
ถังเก็บน้ำต้องล้างก่อนใช้งานเป็นข้อแนะนำเพื่อสุขอนามัยและลดสารตกค้างทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาดก่อนกักเก็บน้ำ
หลีกเลี่ยงน้ำร้อนเกิน 40°Cผิวกันซึมปล่อยเปลือยไม่ควรสัมผัสน้ำที่อุณหภูมิสูงเกินตามข้อจำกัดตรวจลักษณะการใช้งานจริงก่อนเลือกปล่อยเปลือย

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ผสมแล้วใช้ไม่ทัน 30 นาที, ทาบางเกินไป, ไม่ซ่อมรูพรุนก่อนทา, ทาชั้นสองเร็วหรือช้าเกินโดยไม่ดูสภาพผิว, และปูกระเบื้องก่อนชั้นกันซึมพร้อมเต็มที่ ปัญหาเหล่านี้มักไม่ได้เห็นทันที แต่จะกลายเป็นรั่วซึม หลุดร่อน หรือซ่อมยากภายหลัง

สรุป: LANKO 228 เหมาะเมื่อหน้างานต้องการกันซึมที่รับรอยร้าวเล็กได้

ถ้าหน้างานเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ระเบียง หรือชานพักก่อนปูกระเบื้อง การใช้ซีเมนต์กันซึมแบบยืดหยุ่นสูงมีเหตุผลมากกว่าการเลือกวัสดุแข็งทั่วไป เพราะชั้นกันซึมต้องรับทั้งน้ำ ความชื้น และการขยับตัวเล็ก ๆ ของพื้นผิว LANKO 228 Superflex ตอบโจทย์นี้ด้วยระบบ 2 ส่วนผสมที่มีซีเมนต์และเรซิ่น ทำให้ได้ชั้นกันซึมที่ยึดเกาะกับพื้นผิวซีเมนต์และทนต่อรอยแตกร้าวขนาดเล็กได้ถึง 0.75 มม.

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ดีไม่ได้มาจากสินค้าเพียงอย่างเดียว ต้องเตรียมพื้นผิวให้สะอาดและแข็งแรง ผสมตามลำดับ ใช้งานภายในเวลาที่กำหนด ทาอย่างน้อย 2 ชั้น คุมความหนารวมประมาณ 2 มม. และเลือกวัสดุปิดทับให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งานจริง หากพื้นที่มีการสัญจรสูงหรือเสี่ยงการขีดข่วน ควรมีชั้นปกป้องหรือปูกระเบื้องทับตามระบบ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ข้อมูลผลิตภัณฑ์อ้างอิงจากเอกสาร PDS LANKO 228 SUPERFLEX มกราคม 2021 และหน้า LANKO® 228 Superflex บน Sika Thailand

คำถามที่พบบ่อย

LANKO 228 คืออะไร?

LANKO 228 Superflex คือซีเมนต์กันซึมชนิดยืดหยุ่นสูง 2 ส่วนผสม ใช้สำหรับปกป้องและป้องกันการรั่วซึม เหมาะกับงานภายในและภายนอกบางประเภท เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ระเบียง และชานพักก่อนปูกระเบื้อง

ทำไม LANKO 228 ต้องเป็นแบบ 2 ส่วนผสม?

เพราะ Part A เป็นผงซีเมนต์ที่ช่วยเรื่องเนื้อวัสดุและการยึดเกาะกับพื้นผิวปูน ส่วน Part B เป็นของเหลวเรซิ่นที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น เมื่อนำมาผสมกันจึงได้ชั้นกันซึมซีเมนต์-โพลิเมอร์ที่เหมาะกับพื้นผิวคอนกรีตและปูนฉาบ

LANKO 228 ทนรอยแตกร้าวได้เท่าไร?

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าสามารถทนต่อการแตกร้าวขนาดเล็กได้ถึง 0.75 มม. ซึ่งเหมาะกับรอย hairline crack หรือการขยับตัวเล็ก ๆ ของพื้นผิว แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้แทนการซ่อมรอยแตกร้าวโครงสร้างขนาดใหญ่ได้

หนึ่งชุด 33 กก. ใช้ได้กี่ตารางเมตร?

อัตราการใช้ระบุ 3-4 กก./ตร.ม. สำหรับการทำงาน 2 ชั้น ที่ความหนา 2 มม. ดังนั้น 1 ชุด 33 กก. คำนวณคร่าว ๆ ได้ประมาณ 8-11 ตร.ม. ทั้งนี้ขึ้นกับความเรียบของพื้นผิว ความหนาจริง และการสูญเสียหน้างาน

LANKO 228 ต้องทากี่ชั้น?

ควรทาอย่างน้อย 2 ชั้น โดยชั้นแรกและชั้นที่สองใช้ประมาณ 1.5-2 กก./ตร.ม. ต่อชั้น ควรได้ความหนารวมประมาณ 2 มม. และไม่ควรต่ำกว่า 1.5 มม. หลังแห้ง

หลังทา LANKO 228 แล้วปูกระเบื้องได้เมื่อไร?

เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุว่าสามารถปูกระเบื้องทับได้ภายใน 3-7 วัน หลังจากทา LANKO 228 ชั้นสุดท้ายแล้ว ควรดูสภาพอากาศ ความชื้น ความหนา และความแห้งของชั้นกันซึมก่อนเริ่มปูกระเบื้องจริง

LANKO 228 ใช้กับดาดฟ้าหรือหลังคาได้ไหม?

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุการใช้งานก่อนปูกระเบื้องระเบียงหรือชานพักโดยยกเว้นดาดฟ้า และการปล่อยเปลือยก็ยกเว้นงานดาดฟ้าหรือหลังคา หากเป็นดาดฟ้าหรือหลังคาควรเลือกผลิตภัณฑ์กันซึมสำหรับหลังคาโดยเฉพาะ

LANKO 228 ปล่อยเปลือยได้ไหม?

สามารถปล่อยเปลือยในบริเวณพื้นที่สัญจรต่ำได้ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ ยกเว้นงานดาดฟ้าหรือหลังคา แต่ถ้าเป็นพื้นที่สัญจรสูงควรใช้วัสดุปิดทับเพื่อป้องกันการถลอกและรอยขีดข่วน

ต้องใช้ตาข่ายเสริมแรงกับ LANKO 228 หรือไม่?

หากพื้นผิวมีโอกาสเกิดการแตกร้าว ควรใช้แผ่นใยเสริมความแข็งแรง LANKO GLASS FIBER MESH ในการทาชั้นที่ 1 เพื่อช่วยเสริมความต่อเนื่องของชั้นกันซึมบริเวณเสี่ยง

ซื้อ LANKO 228 Superflex ได้ที่ไหน?

สามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ที่หน้า LANKO 228 Superflex ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และให้ทีมช่วยคำนวณจำนวนชุดจากพื้นที่จริง

Similar Posts