รีวิว SikaCor®-950 F สีทาโครงสร้างเหล็ก ทนทานการเสียดสีและสารเคมี
SikaCor®-950 F คือวัสดุเคลือบผิวประเภทอีพ็อกซี่ผสมแร่ธาตุ สำหรับงานเหล็กและคอนกรีตที่ต้องรับสภาพใช้งานหนัก เช่น โครงสร้างใต้น้ำ ใต้ดิน ถังน้ำเสีย อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่อุตสาหกรรมที่ต้องการชั้นเคลือบแข็งแรง ทนการขีดข่วน แรงกระแทก น้ำ และสารเคมีได้ดี
SikaCor®-950 F
สีเคลือบอีพ็อกซี่สำหรับเหล็กและคอนกรีตงานหนัก เหมาะกับงานปกป้องพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำ ความชื้น และสารเคมีบางประเภท ใช้ได้ทั้งงานก่อสร้างวิศวกรรมไฮดรอลิก งานบำบัดน้ำเสีย งานเกษตรกรรม และงานอุตสาหกรรมเคมีตามเงื่อนไขหน้างาน
Quick Answer: SikaCor®-950 F ดีอย่างไร?
SikaCor®-950 F เหมาะกับงานที่ต้องการสีเคลือบปกป้องเหล็กและคอนกรีตระดับงานหนัก เพราะหลังแห้งและแข็งตัวเต็มที่ให้ชั้นฟิล์มแข็งแรง ทนการขีดข่วน แรงกระแทก น้ำ และสารเคมีได้ดี ใช้กับงานภายในที่โครงสร้างสัมผัสความชื้นตลอดเวลา งานใต้ดิน ใต้น้ำ ถังน้ำเสีย และอ่างเก็บน้ำได้ แต่ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม
จุดที่ทำให้สินค้านี้น่าสนใจไม่ใช่แค่คำว่า “สีทาเหล็กทนสารเคมี” แต่เป็นการออกแบบให้เป็นวัสดุเคลือบประเภทอีพ็อกซี่ผสมแร่ธาตุ มีปริมาณตัวทำละลายต่ำ และมีข้อมูลใช้งานชัด ตั้งแต่อัตราผสม เวลาใช้งานหลังผสม ระยะเวลารอเคลือบทับ ความหนาฟิล์ม ไปจนถึงการเตรียมผิวเหล็กและคอนกรีตที่ต้องทำให้ถูกต้องก่อนเริ่มงาน
ถ้าหน้างานเป็นโครงสร้างเหล็กในโรงงาน พื้นผิวคอนกรีตในระบบน้ำเสีย บ่ออุตสาหกรรม หรือพื้นที่ที่โดนน้ำทะเล น้ำกร่อย น้ำมันแร่ จาระบี หรือสารซักล้างบางประเภท SikaCor®-950 F เป็นตัวเลือกที่ควรนำเข้ารายการพิจารณา แต่หากมีน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน น้ำมันดิน หรือน้ำเสียอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ก่อนใช้งานจริง
SikaCor®-950 F คืออะไร?
SikaCor®-950 F เป็นวัสดุเคลือบผิวสำหรับเหล็กและคอนกรีตที่ใช้กับสภาพแวดล้อมหนักกว่างานสีทั่วไป เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นระบบอีพ็อกซี่และวัสดุผสมจำพวกแร่ธาตุ เมื่อผสมส่วนประกอบ A และ B ตามอัตราที่กำหนดแล้วจะเกิดชั้นฟิล์มที่แข็งและทนทาน เหมาะกับงานที่ต้องการปกป้องพื้นผิวจากน้ำ ความชื้น การเสียดสี และสารเคมีหลายประเภท
สำหรับเจ้าของโรงงาน ผู้รับเหมา และฝ่ายซ่อมบำรุง จุดสำคัญคือ SikaCor®-950 F ไม่ใช่สีตกแต่งเพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่เป็น coating ที่ต้องทำงานเป็นระบบ ตั้งแต่การขัดเปิดผิว การกำจัดคราบปนเปื้อน การควบคุมความชื้น การผสมวัสดุ ไปจนถึงการคุมความหนาฟิล์มแห้ง หากทำถูกต้อง ชั้นเคลือบจะช่วยยืดอายุผิวเหล็กและคอนกรีตในพื้นที่เสี่ยงการกัดกร่อนหรือการสึกหรอได้ดีขึ้น
เหมาะกับงานที่ต้องการผิวเคลือบปกป้องจากน้ำ ความชื้น การขีดข่วน และแรงกระแทก
ใช้กับคอนกรีตที่ต้องสัมผัสความชื้นหรืออยู่ในระบบบำบัดน้ำเสียและงานอุตสาหกรรม
เหมาะกับงานใต้น้ำหรือใต้ดินบางประเภท แต่ต้องพิจารณาข้อกำหนดสิ่งแวดล้อมและไม่ใช้กับน้ำดื่ม
จุดเด่นของ SikaCor®-950 F สำหรับงานโครงสร้างเหล็กและคอนกรีต
เมื่อ SikaCor®-950 F แห้งและแข็งตัวเต็มที่ คุณสมบัติเด่นที่ Sika ระบุคือความแข็งแกร่งสำหรับงานหนัก ความทนทานต่อการขีดข่วนและแรงกระแทก และความทนทานต่อน้ำกับสารเคมีได้ดีเยี่ยม คุณสมบัติเหล่านี้ตรงกับปัญหาที่พบในหน้างานอุตสาหกรรมจำนวนมาก เช่น สีลอกเพราะพื้นผิวโดนน้ำตลอดเวลา ผิวเคลือบสึกจากการเสียดสี หรือโครงสร้างเหล็กเริ่มเกิดสนิมเมื่อชั้นสีเดิมรับสารเคมีไม่ไหว
อีกจุดที่ควรสังเกตคือผลิตภัณฑ์นี้ออกแบบมาสำหรับสภาพงานที่จริงจัง จึงต้องใช้ความละเอียดมากกว่าสีทาเหล็กทั่วไป หากหน้างานต้องการฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน การใช้แปรงหรือลูกกลิ้งอาจต้องเพิ่มจำนวนชั้นหรือเพิ่มปริมาณวัสดุเพื่อให้ได้ความหนาตามต้องการ ขณะที่การพ่นด้วยเครื่องพ่นไร้อากาศมักให้ความหนาและความสม่ำเสมอของฟิล์มได้ดีที่สุด
| คุณสมบัติ | ผลต่อหน้างาน | ข้อควรจำ |
|---|---|---|
| ทนการขีดข่วนและแรงกระแทก | ลดการสึกหรอของชั้นเคลือบในพื้นที่ใช้งานหนัก | ต้องคุมความหนาและการบ่มตัวให้ถูกต้อง |
| ทนน้ำและความชื้น | เหมาะกับโครงสร้างใต้ดิน ใต้น้ำ หรือคอนกรีตที่สัมผัสความชื้นต่อเนื่อง | กรณีสัมผัสน้ำทันทีหลังเคลือบเป็นกรณีพิเศษ ต้องปรึกษาผู้เกี่ยวข้อง |
| ทนสารเคมีหลายกลุ่ม | รองรับน้ำเสียชุมชน น้ำทะเล น้ำมันแร่ จาระบี และสารซักล้างบางประเภท | น้ำเสียอุตสาหกรรมต้องตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน |
| ใช้ได้บนเหล็กและคอนกรีต | ช่วยลดความซับซ้อนในการเลือก coating สำหรับงานโครงสร้างผสม | วิธีเตรียมผิวเหล็กและคอนกรีตไม่เหมือนกัน |
SikaCor®-950 F เหมาะกับงานแบบไหน?
ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ SikaCor®-950 F ใช้เป็นวัสดุเคลือบและปกป้องพื้นผิวคอนกรีตและเหล็ก สำหรับงานโครงสร้างภายในที่ฝังอยู่ใต้ดินและใต้น้ำ งานก่อสร้างทางวิศวกรรมไฮดรอลิก งานเคลือบถังน้ำและอ่างเก็บน้ำ เช่น งานบำบัดน้ำเสีย เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมเคมี รวมถึงบริเวณที่คอนกรีตต้องสัมผัสความชื้นตลอดเวลา
ตัวอย่างหน้างานที่มักเข้าข่าย ได้แก่ บ่อบำบัดน้ำเสียในโรงงาน บ่อพักน้ำเสียชุมชน ช่องทางน้ำในระบบอุตสาหกรรม โครงสร้างเหล็กที่อยู่ในบริเวณชื้น ถังเก็บน้ำที่ไม่ใช่น้ำดื่ม พื้นผิวคอนกรีตในพื้นที่ล้างทำความสะอาดบ่อย หรือโครงสร้างที่ต้องเจอเกลือ น้ำกร่อย หรือน้ำทะเลในบางช่วงเวลา
ข้อจำกัดสำคัญ: Sika ระบุว่า SikaCor®-950 F ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม และกรณีต้องสัมผัสน้ำทันทีหลังเคลือบควรถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะตัวทำละลายอาจแพร่ลงน้ำและทำให้เกิดการปนเปื้อนชั่วคราว จึงควรปรึกษาหน่วยงานรัฐด้านสิ่งแวดล้อมหรือผู้เกี่ยวข้องก่อน
ดังนั้น หากโจทย์คือ “ทาสีเหล็กกันสนิมกลางแจ้งทั่วไป” อาจไม่จำเป็นต้องใช้ระบบหนักระดับนี้เสมอไป แต่ถ้าโจทย์คือ “เคลือบปกป้องพื้นผิวที่ต้องโดนน้ำ สารเคมี หรือแรงเสียดสีบ่อย” SikaCor®-950 F จะเป็นตัวเลือกที่มีเหตุผลมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อออกแบบร่วมกับการเตรียมผิวและวิธีเคลือบที่เหมาะสม
สเปกสำคัญที่ควรรู้ก่อนสั่งใช้
การเลือกสีเคลือบโครงสร้างไม่ควรดูแค่ชื่อรุ่นหรือราคา แต่ต้องดูสเปกที่ส่งผลต่อการทำงานจริง เช่น ความหนาแน่น ปริมาณของแข็ง สี บรรจุภัณฑ์ อุณหภูมิใช้งาน และช่วงเวลาที่วัสดุยังทำงานได้หลังผสม เพราะข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อจำนวนวัสดุ การวางทีมงาน และคุณภาพชั้นฟิล์มหลังจบงาน
| รายการ | ข้อมูลจากผลิตภัณฑ์ | ความหมายต่อหน้างาน |
|---|---|---|
| ประเภทวัสดุ | อีพ็อกซี่และวัสดุผสมจำพวกแร่ธาตุ | เหมาะกับงานเคลือบปกป้อง ไม่ใช่สีตกแต่งทั่วไป |
| บรรจุภัณฑ์ | SikaCor®-950 F น้ำหนักสุทธิ 35 กก. และ 15 กก. | เลือกขนาดตามพื้นที่และเวลาทำงานของทีม |
| สี | สีดำ และสีแดงอ่อน | เลือกตามระบบเคลือบและความต้องการตรวจสอบชั้นสี |
| อายุผลิตภัณฑ์ | 2 ปีนับจากวันที่ผลิต เมื่อจัดเก็บถูกต้องในบรรจุภัณฑ์ปิดสนิทและไม่เสียหาย | เช็กวันผลิตและสภาพถังก่อนใช้งาน |
| การเก็บรักษา | เก็บในที่แห้ง ไม่โดนแสงแดดโดยตรง | หลีกเลี่ยงความร้อนและภาชนะเสียหาย |
| ความหนาแน่น | ประมาณ 1.9 กก./ลิตร | ใช้ช่วยประเมินปริมาณวัสดุและความหนาฟิล์ม |
| ปริมาณของแข็ง | ประมาณ 75% โดยปริมาตร และ 88% โดยน้ำหนัก | มีผลต่อฟิล์มแห้งหลังตัวทำละลายระเหย |
ในด้านการรับรองมาตรฐาน ข้อมูลจาก Sika ระบุว่าอยู่ระหว่างขอใบรับรองสำหรับวัสดุเคลือบและปกป้องพื้นผิวคอนกรีตประเภทอีพ็อกซี่ตามมาตรฐาน CE-marking EN 1504-2 ผู้ที่ใช้ในงานโครงการควรตรวจเอกสารล่าสุดก่อนยื่นอนุมัติวัสดุ เพราะสถานะเอกสารและข้อกำหนดโครงการอาจแตกต่างกัน
อัตราผสม ปริมาณใช้ และเวลาทำงานของ SikaCor®-950 F
อัตราผสมของ SikaCor®-950 F คือส่วนประกอบ A:B เท่ากับ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร จุดนี้สำคัญมาก เพราะระบบอีพ็อกซี่สองส่วนประกอบต้องผสมให้ถูกสัดส่วน หากส่วน B มากหรือน้อยเกินไปอาจทำให้ฟิล์มไม่พัฒนาความแข็งแรงตามสเปก เหนียว แห้งช้า หรือยึดเกาะได้ไม่เต็มที่
หากจำเป็นสามารถเติม Sika® Thinner S ได้ในปริมาณที่น้อยตามที่ระบุ และสูงสุดประมาณ 5% เพื่อปรับความหนืด แต่ต้องเข้าใจผลกระทบด้วย เพราะกรณีเติมทินเนอร์ พื้นผิวจะไม่สามารถสัมผัสน้ำได้ทันทีหลังเคลือบเสร็จ จึงไม่ควรเติมทินเนอร์เพื่อแก้ปัญหาหน้างานโดยไม่ประเมินระบบรวม
| หัวข้อ | ค่าประมาณตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ | คำแนะนำหน้างาน |
|---|---|---|
| อัตราผสมโดยน้ำหนัก | 93 : 7 | ชั่งตามสัดส่วน โดยเฉพาะเมื่อต้องแบ่งใช้บางส่วน |
| อัตราผสมโดยปริมาตร | 100 : 14 | ควรใช้ภาชนะวัดที่แม่นยำ ไม่กะด้วยสายตา |
| เวลาใช้งานหลังผสมที่ +20°C | ประมาณ 1.5 ชั่วโมง | วางทีมงานให้ทันก่อนวัสดุเริ่มหมดอายุการใช้งาน |
| เวลาใช้งานหลังผสมที่ +30°C | ประมาณ 45 นาที | อากาศร้อนทำให้ต้องเร่งการทำงานและแบ่งผสมเป็นชุดเล็กลง |
| ฟิล์มแห้ง | 150 ไมโครเมตร | เป็นค่าที่ใช้เทียบปริมาณใช้และระยะรอเคลือบทับในเอกสาร |
| ฟิล์มเปียก | 200 ไมโครเมตร | ควรตรวจด้วยเครื่องมือวัดความหนาฟิล์มเปียกเมื่อเป็นงานควบคุมคุณภาพ |
| ปริมาณใช้ | ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. | เทียบได้ราว 2.63 ตร.ม./กก. ที่ความหนาฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน |
สูตรคิดเบื้องต้น: หากต้องการเคลือบที่ฟิล์มแห้ง 150 ไมครอน ให้ใช้พื้นที่คูณ 0.380 กก./ตร.ม. แล้วบวกเผื่อสูญเสียจากวิธีทา รูปร่างชิ้นงาน ความหยาบผิว และจำนวนชั้น โดยงานพ่น งานแปรง และงานลูกกลิ้งจะมี loss ไม่เท่ากัน
การเตรียมผิวและวิธีใช้งานให้ได้ฟิล์มสม่ำเสมอ
คุณภาพของ SikaCor®-950 F ขึ้นกับการเตรียมผิวอย่างมาก สำหรับคอนกรีต พื้นผิวต้องแข็งแรง ยึดเกาะได้ดี สะอาด ปราศจากเศษขุย ซีเมนต์ ฝุ่นผง ปูนหลุดร่อน และคราบสกปรกอื่น ๆ ความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% และหากเป็นงานเคลือบผิวที่อยู่ใต้น้ำ การพ่นทรายเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะถือว่าสำคัญมาก หากมีรอยแตก ร่อง หรือรูโพรง ต้องซ่อมให้เรียบร้อยก่อนเริ่มเคลือบ
สำหรับเหล็ก เอกสารระบุให้พ่นขัดจนได้ความสะอาดระดับ Sa 2 ½ ตามมาตรฐาน ISO 12944-4 พื้นผิวต้องปราศจากคราบสกปรก น้ำมัน และไขมัน โดยความลึกเฉลี่ยของ profile หรือ RZ ต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ไมโครเมตร ขั้นตอนนี้เป็นตัวแยกงานเคลือบคุณภาพสูงออกจากงานทาสีทั่วไป เพราะถ้าผิวเหล็กยังมีสนิม คราบน้ำมัน หรือ profile ไม่เหมาะสม ชั้นเคลือบจะยึดเกาะได้ไม่เต็มที่
- ตรวจสภาพพื้นผิว: แยกให้ชัดว่าเป็นเหล็ก คอนกรีต หรือพื้นที่ซ่อมเดิม เพราะวิธีเตรียมผิวต่างกัน
- กำจัดสิ่งปนเปื้อน: เอาฝุ่น คราบน้ำมัน ไขมัน วัสดุหลุดร่อน และความชื้นส่วนเกินออกให้หมด
- เตรียม profile: เหล็กควรพ่นขัดระดับ Sa 2 ½ และคุม RZ อย่างน้อย 50 ไมโครเมตร
- ผสมวัสดุ: กวนส่วน A ให้ทั่ว ค่อย ๆ เติมส่วน B แล้วปั่นให้เข้ากันอย่างน้อย 3 นาที จากนั้นเทลงถังสะอาดและปั่นซ้ำสั้น ๆ
- เลือกวิธีทา: ใช้แปรง ลูกกลิ้ง หรือเครื่องพ่นไร้อากาศ โดยการพ่นมักให้ความหนาฟิล์มสม่ำเสมอที่สุด
- ตรวจความหนา: งานสำคัญควรวัดความหนาฟิล์มเปียกและทดสอบพื้นที่จริงก่อนทำทั้งระบบ
สำหรับเครื่องพ่นไร้อากาศ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุแรงดันขั้นต่ำ 180 บาร์ ถอดแผ่นตะแกรงออก ใช้หัวพ่นขนาดอย่างน้อย 0.38 มม. หรือ 0.015 นิ้ว มุมพ่นประมาณ 50 องศา เส้นผ่านศูนย์กลางท่อพ่นต่ำสุด 10 มม. และอุณหภูมิวัสดุต่ำสุด +15°C ส่วนการทำความสะอาดเครื่องมือให้ใช้ SikaCor® Cleaner ตามระบบ
ระยะเวลารอเคลือบทับและการแห้งตัว
งาน coating อีพ็อกซี่ต้องให้ความสำคัญกับเวลารอระหว่างชั้น เพราะถ้าทาทับเร็วเกินไปอาจกระทบการระเหยของตัวทำละลายหรือผิวชั้นแรก แต่ถ้าปล่อยไว้นานเกินค่าสูงสุด อาจต้องกระตุ้นพื้นผิวด้วยการพ่นผ่านหรือ sweep blasting เพื่อให้เกิดการยึดเกาะระหว่างชั้นที่ดีอีกครั้ง
| อุณหภูมิ | รอเคลือบทับขั้นต่ำ | รอเคลือบทับสูงสุด |
|---|---|---|
| +10°C | 30 ชั่วโมง | 72 ชั่วโมง |
| +15°C | 24 ชั่วโมง | 60 ชั่วโมง |
| +20°C | 12 ชั่วโมง | 48 ชั่วโมง |
| +25°C | 8 ชั่วโมง | 36 ชั่วโมง |
| +30°C | 6 ชั่วโมง | 24 ชั่วโมง |
ที่อุณหภูมิ +20°C SikaCor®-950 F แห้งสัมผัสได้ประมาณ 4 ชั่วโมง แห้งจนสามารถใช้งานได้ประมาณ 12 ชั่วโมง และแห้งตัวสมบูรณ์ประมาณ 7 วัน เมื่ออยู่ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทดี หากอุณหภูมิต่ำกว่า +10°C วัสดุยังสามารถบ่มและแห้งได้ แต่จะใช้เวลานานขึ้น จึงควรเผื่อแผนงานและการส่งมอบให้เหมาะกับสภาพอากาศจริง
ข้อควรระวังและข้อจำกัดก่อนเลือก SikaCor®-950 F
แม้ SikaCor®-950 F จะทนสารเคมีได้หลายประเภท แต่ไม่ได้แปลว่าทนทุกสารในทุกความเข้มข้น ข้อมูลจาก Sika ระบุว่าสามารถทนต่อน้ำสะอาด น้ำผ่านกระบวนการผลิต น้ำกร่อย น้ำทะเล น้ำเสียจากแหล่งชุมชน สิ่งปฏิกูล กรดอนินทรีย์และด่างเจือจาง เกลือที่มีฤทธิ์เป็นกลาง น้ำมันแร่ น้ำมันเชื้อเพลิง จาระบี และสารซักล้าง เป็นต้น แต่กรณีน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมควรร้องขอและตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน
ข้อจำกัดที่ต้องจำให้แม่นคือ SikaCor®-950 F ไม่ทนทานต่อน้ำมันเบนซิน ไฮโดรคาร์บอน และน้ำมันดิน นอกจากนี้ยังไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม หากหน้างานเกี่ยวข้องกับอาหาร เครื่องดื่ม น้ำประปา หรือระบบที่มีข้อกำหนดด้านสุขอนามัยเฉพาะ ควรตรวจสอบระบบ coating ที่ผ่านการรับรองตรงงานนั้น ๆ แทน
อย่าใช้แทนการออกแบบระบบ: การเลือก coating ต้องดูสารเคมีจริง ความเข้มข้น อุณหภูมิ ระยะเวลาสัมผัส การเสียดสี วิธีล้างทำความสะอาด และสภาพพื้นเดิม หากเป็นงานโรงงานเคมี น้ำเสียเฉพาะทาง หรือพื้นที่เสี่ยงสูง ควรส่งข้อมูลหน้างานให้ทีมเทคนิคตรวจสอบก่อนสั่งใช้
ด้านอุณหภูมิ SikaCor®-950 F ทนอุณหภูมิสูงในสภาพแห้งได้ประมาณ +100°C และทนน้ำอุ่นได้ประมาณ 60°C แต่ไม่ทนต่อน้ำอุ่นที่มีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงสูงต่ำมาก ๆ ดังนั้นในระบบที่มี thermal shock หรือการล้างด้วยน้ำร้อนสลับเย็น ควรพิจารณาระบบเฉพาะทางเพิ่มเติม
สรุปรีวิว: ใครควรใช้ SikaCor®-950 F?
SikaCor®-950 F เหมาะกับผู้รับเหมา โรงงาน และเจ้าของงานที่ต้องการสีเคลือบอีพ็อกซี่สำหรับปกป้องโครงสร้างเหล็กและคอนกรีตในสภาพใช้งานหนัก โดยเฉพาะงานที่มีน้ำ ความชื้น สารเคมีบางกลุ่ม การเสียดสี และแรงกระแทกเข้ามาเกี่ยวข้อง จุดเด่นคือมีข้อมูลทางเทคนิคครบ ใช้ได้กับทั้งเหล็กและคอนกรีต และออกแบบมาเพื่อชั้นเคลือบที่แข็งแรงกว่างานสีทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ความทนทานระยะยาวไม่ได้เกิดจากตัวสีอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบทั้งหมด ตั้งแต่การขัดผิว ความสะอาด ความชื้น อัตราผสม pot life วิธีทา ความหนาฟิล์ม และเวลารอเคลือบทับ หากต้องการใช้ในงานโครงการหรือพื้นที่มีสารเคมีเฉพาะ ควรเตรียมข้อมูลหน้างานให้ครบก่อนเลือกสินค้า เพื่อให้ SikaCor®-950 F ทำงานได้เต็มศักยภาพและลดความเสี่ยงซ่อมซ้ำภายหลัง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ข้อมูลสเปกและวิธีใช้อ้างอิงจากหน้าและเอกสารผลิตภัณฑ์ SikaCor®-950 F บน Sika Thailand ควรตรวจสอบเอกสาร Product Data Sheet ล่าสุดก่อนใช้งานจริงทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย
SikaCor®-950 F คือสีอะไร?
SikaCor®-950 F เป็นวัสดุเคลือบผิวประเภทอีพ็อกซี่และวัสดุผสมจำพวกแร่ธาตุ สำหรับปกป้องพื้นผิวเหล็กและคอนกรีตในงานหนัก เช่น งานใต้น้ำ ใต้ดิน ถังน้ำเสีย และงานอุตสาหกรรมบางประเภท
SikaCor®-950 F ใช้กับเหล็กได้ไหม?
ใช้ได้ โดยพื้นผิวเหล็กต้องพ่นขัดให้ได้ความสะอาดระดับ Sa 2 ½ ตามมาตรฐาน ISO 12944-4 ปราศจากคราบน้ำมัน ไขมัน และสิ่งปนเปื้อน โดยควรมี profile เฉลี่ย RZ อย่างน้อย 50 ไมโครเมตร
SikaCor®-950 F ใช้กับคอนกรีตได้ไหม?
ใช้ได้กับพื้นผิวคอนกรีตที่แข็งแรง สะอาด ยึดเกาะได้ดี ปราศจากฝุ่น ปูนหลุดร่อน และคราบสกปรก ความชื้นในคอนกรีตต้องไม่เกิน 8% และควรซ่อมรอยแตกหรือรูโพรงก่อนเคลือบ
อัตราผสม SikaCor®-950 F เท่าไร?
อัตราผสมส่วนประกอบ A:B คือ 93:7 โดยน้ำหนัก หรือ 100:14 โดยปริมาตร ควรผสมด้วยเครื่องปั่นไฟฟ้าให้เข้ากันอย่างน้อย 3 นาที และใช้งานภายใน pot life ที่เหมาะสมกับอุณหภูมิหน้างาน
SikaCor®-950 F ใช้ประมาณกี่กิโลกรัมต่อตารางเมตร?
ที่ความหนาฟิล์มแห้ง 150 ไมโครเมตร และฟิล์มเปียก 200 ไมโครเมตร ปริมาณใช้ประมาณ 0.380 กก./ตร.ม. หรือประมาณ 2.63 ตร.ม./กก. ยังไม่รวม loss จากผิวจริงและวิธีทา
SikaCor®-950 F แห้งกี่ชั่วโมง?
ที่ +20°C โดยประมาณ แห้งสัมผัสได้ราว 4 ชั่วโมง แห้งจนสามารถใช้งานได้ราว 12 ชั่วโมง และแห้งตัวสมบูรณ์ประมาณ 7 วัน เมื่ออยู่ในบริเวณอากาศถ่ายเทดี เวลาจริงอาจเปลี่ยนตามอุณหภูมิ ความชื้น และความหนาฟิล์ม
SikaCor®-950 F ทนน้ำทะเลและน้ำเสียได้ไหม?
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าทนต่อน้ำกร่อย น้ำทะเล น้ำเสียจากแหล่งชุมชน และสิ่งปฏิกูลได้ แต่กรณีน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมต้องตรวจสอบเพิ่มเติมก่อน เพราะองค์ประกอบสารเคมีแต่ละโรงงานแตกต่างกัน
SikaCor®-950 F ใช้กับน้ำดื่มได้ไหม?
ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่ต้องสัมผัสน้ำดื่ม หากเป็นถังน้ำดื่ม น้ำประปา หรือระบบที่ต้องการการรับรองเฉพาะ ควรเลือก coating ที่ออกแบบและรับรองสำหรับงานสัมผัสน้ำดื่มโดยตรง
SikaCor®-950 F เติมทินเนอร์ได้ไหม?
หากจำเป็นสามารถเติม Sika® Thinner S ในปริมาณน้อยตามข้อกำหนด และสูงสุดประมาณ 5% เพื่อปรับความหนืด แต่เมื่อเติมทินเนอร์แล้วพื้นผิวไม่ควรสัมผัสน้ำทันทีหลังเคลือบเสร็จ
ซื้อ SikaCor®-950 F ได้ที่ไหน?
สามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ที่หน้า SikaCor®-950 F ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และประเมินปริมาณใช้จากพื้นที่จริง
