วิธีทากันซึมดาดฟ้าด้วยตัวเอง ฉบับมือใหม่ ด้วย LANKO 451 Roof Seal
ดาดฟ้ามีรอยแตกลายงา สีเดิมลอก หรือเริ่มมีคราบน้ำใต้ฝ้า ไม่ได้แปลว่าต้องรื้อทั้งพื้นเสมอไป หากพื้นคอนกรีตยังแข็งแรง ระบายน้ำได้ และไม่มีปัญหาโครงสร้าง คุณสามารถทำระบบกันซึมแบบทาเคลือบด้วย LANKO® 451 Roof Seal ได้ บทความนี้เรียงทุกขั้นตั้งแต่ตรวจหน้างาน เตรียมอุปกรณ์ ลงรองพื้น ทาชั้นกันซึม ไปจนถึงเช็กงานก่อนส่งมอบแบบที่มือใหม่ทำตามได้จริง
LANKO® 451 Roof Seal
อะคริลิกกันซึมชนิดยืดหยุ่นพร้อมใช้งาน สำหรับผนัง ระเบียง ดาดฟ้า และหลังคา ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอกบนคอนกรีต ผนังก่ออิฐฉาบปูน และแผ่นซีเมนต์ มีสีเทา ขาว เขียว แดง และฟ้า
Quick Answer: มือใหม่ทากันซึมดาดฟ้าด้วย LANKO 451 อย่างไร?
เริ่มจากเลือกช่วงอากาศแห้ง ตรวจว่าดาดฟ้าไม่มีน้ำขังถาวรและไม่มีรอยร้าวโครงสร้าง จากนั้นขัดล้างคราบ ฝุ่น ตะไคร่ และสีเก่าที่หลุดร่อน ซ่อมพื้นเสียหายและทำบัวลบมุมบริเวณพื้นชนผนัง เมื่อล้างแล้วให้พื้นเก่าแห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ลงรองพื้นด้วย LANKO 451 เจือจางน้ำสะอาด 10% รอจนแตะแล้วไม่ติดนิ้ว แล้วทาชั้นแรก 0.7 กก./ตร.ม. รอแห้งก่อนทาชั้นที่สองในอัตราเท่ากัน หากพื้นที่เสี่ยงแตกร้าวหรือมีรอยต่อมาก ให้ใช้ LANKO Glass Fiber Mesh เสริมตามระบบแทนการทาหนาในเที่ยวเดียว
สิ่งที่มือใหม่ควรจำมีเพียงสามประโยค: พื้นต้องแข็งแรงและแห้ง, ทุกจุดต้องทาต่อเนื่อง, และแต่ละชั้นต้องได้ปริมาณตามระบบ งานกันซึมไม่ได้สำเร็จเพราะสีปิดพื้นจนมองไม่เห็นคอนกรีต แต่สำเร็จเมื่อฟิล์มมีความต่อเนื่องและความหนาเพียงพอทั่วพื้น มุม ขอบท่อ รางระบายน้ำ และแนวพื้นชนผนัง
อย่าเริ่มงานถ้าฝนมีโอกาสตกในช่วงที่วัสดุยังไม่แห้ง อย่าทาบนพื้นร้อนจัด และอย่าใช้ผลิตภัณฑ์กลบแอ่งน้ำหรือรอยร้าวที่ยังขยายตัว การหยุดแก้ต้นเหตุก่อนหนึ่งวันมักประหยัดกว่าทาเสร็จแล้วต้องรื้อแก้ทั้งระบบ
ดาดฟ้าแบบไหนเหมาะให้มือใหม่ทากันซึมด้วยตัวเอง?
LANKO 451 เป็นวัสดุพร้อมใช้ ทาด้วยแปรงหรือลูกกลิ้งได้ จึงเหมาะกับงานซ่อมบำรุงบ้านพักอาศัยที่ขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่เกินควบคุม พื้นเดิมเป็นคอนกรีตหรือปูนฉาบที่แข็งแรง และผู้ทำงานสามารถปิดพื้นที่ไม่ให้โดนฝน ฝุ่น หรือการเดินเหยียบระหว่างแห้งได้ ตัวอย่างเช่น ดาดฟ้าห้องต่อเติม หลังคาคอนกรีต ระเบียงที่ไม่แช่น้ำ และผนังเชิงเทินที่รับแดดฝน
พื้นแข็งแรง มีรอยแตกลายงาเล็กน้อย น้ำไหลลงท่อได้ ไม่มีแอ่งลึก และสามารถทำงานต่อเนื่องเป็นโซนได้
มีระบบกันซึมเก่าหลายชนิด มีรอยต่อจำนวนมาก มีฐานเครื่องจักร หรือไม่แน่ใจเรื่องการยึดเกาะของผิวเดิม
พื้นทรุด รอยร้าวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ คอนกรีตร่อนเห็นเหล็ก น้ำดันจากด้านล่าง หรือมีน้ำขังถาวรหลังฝนหยุด
ถ้าพบรอยร้าวที่ลากยาวผ่านคานหรือผนัง รอยร้าวมีการเหลื่อมระดับ หรือมีสนิมและคอนกรีตกะเทาะ ควรให้วิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญตรวจสาเหตุก่อน เพราะวัสดุกันซึมมีหน้าที่หยุดน้ำที่ผิว ไม่ได้คืนกำลังรับแรงให้โครงสร้าง การทาทับอาจทำให้มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของรอยร้าวในระยะต่อมา
ทดสอบง่ายก่อนตัดสินใจ: หลังฝนหยุด ให้สังเกตว่ามีน้ำขังอยู่เกินเวลานานหรือไม่ ตรวจท่อและตะแกรงระบายน้ำ แล้วใช้เหรียญหรือเกรียงเคาะผิว ถ้ามีบริเวณกลวง ร่วน หรือหลุดเป็นแผ่น ต้องซ่อมให้แน่นก่อนทำระบบกันซึม
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนขึ้นดาดฟ้า
การเตรียมอุปกรณ์ให้ครบช่วยลดปัญหาต้องเดินผ่านชั้นที่เพิ่งทาเพื่อกลับลงไปหยิบของ และช่วยให้ทำงานต่อเนื่องก่อนวัสดุเริ่มแห้งบนผิว โดยเฉพาะวันที่อากาศร้อนหรือมีลม
| กลุ่มอุปกรณ์ | รายการแนะนำ | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| ทำความสะอาด | ไม้กวาด แปรงขัด เครื่องฉีดน้ำ เกรียงขูด และเครื่องดูดฝุ่นถ้ามี | ขจัดฝุ่น ตะไคร่ คราบ และชั้นเคลือบเดิมที่หลุดร่อน |
| ซ่อมพื้น | เกรียงโป๊ว เกรียงฉาบ วัสดุซ่อมคอนกรีต และวัสดุอุดรอยต่อที่เหมาะสม | ซ่อมหลุม ผิวกะเทาะ รอยร้าวใหญ่ และเก็บรายละเอียดก่อนทา |
| ทาผลิตภัณฑ์ | แปรงขนหนานุ่ม ลูกกลิ้งไม่เป็นขนปุย ด้ามต่อ ถังแบ่ง และไม้กวน | ทารองพื้น เก็บมุม และกระจายวัสดุให้สม่ำเสมอ |
| ควบคุมปริมาณ | ตาชั่ง พื้นที่แบ่งเป็นช่อง เทปกาว และปากกาทำเครื่องหมาย | แบ่งวัสดุตามพื้นที่ ป้องกันการทาบางหรือหนาเกินไป |
| เสริมแรง | LANKO Glass Fiber Mesh กรรไกร และลูกกลิ้งหรือแปรงรีด | เสริมบริเวณรอยต่อ รอยร้าว มุม และพื้นที่เคลื่อนไหว |
| ความปลอดภัย | ถุงมือ แว่นตา รองเท้ากันลื่น หมวก และอุปกรณ์กันตกตามสภาพพื้นที่ | ลดความเสี่ยงจากวัสดุ พื้นลื่น ขอบดาดฟ้า และการทำงานกลางแจ้ง |
สำหรับมือใหม่ แปรงเหมาะกับมุม ขอบท่อ และรายละเอียด ส่วนลูกกลิ้งช่วยให้ทำพื้นราบได้เร็วและสม่ำเสมอขึ้น ควรเลือกชนิดที่ไม่ทิ้งขนลงในฟิล์ม ก่อนเริ่มทาพื้นจริงให้ลองบนพื้นที่เล็กเพื่อดูว่าลูกกลิ้งรับและปล่อยวัสดุอย่างไร
ขั้นตอนที่ 1: สำรวจพื้นและทำแผนที่จุดเสี่ยงก่อนทา
อย่าเริ่มจากการเปิดถังแล้วกลิ้งกลางพื้น ให้เดินสำรวจดาดฟ้าจากจุดสูงไปหาจุดระบายน้ำ ถ่ายภาพและทำเครื่องหมายจุดที่ต้องซ่อม เพราะน้ำมักเข้าได้จากรายละเอียดเล็ก ๆ มากกว่าพื้นราบกว้าง จุดที่ต้องดูเป็นพิเศษได้แก่ แนวพื้นชนผนัง ขอบเชิงเทิน รอบท่อ ฐานเสาอากาศ รอยต่อวัสดุต่างชนิด ปากท่อระบายน้ำ และบริเวณที่ชั้นเคลือบเก่าแตกร่อน
- ตรวจความลาดเอียง: ราดน้ำในปริมาณพอเหมาะหรือสังเกตหลังฝน ดูว่าน้ำไหลเข้าท่อหรือรวมเป็นแอ่ง หากมีแอ่งต้องแก้ระดับก่อน
- ตรวจรอยร้าว: แยกรอยแตกลายงาขนาดเล็กออกจากรอยร้าวที่กว้าง ลึก หรือยังเคลื่อนตัว รอยใหญ่ต้องซ่อมด้วยระบบเฉพาะ
- ตรวจผิวเดิม: ขูดสีหรือกันซึมเดิม ถ้าหลุดง่าย เป็นผง หรือพอง ต้องเอาส่วนที่ไม่ยึดเกาะออกจนถึงผิวแข็งแรง
- ตรวจความชื้น: พื้นไม่ควรมีความชื้นดันขึ้นจากด้านล่าง ข้อมูลผลิตภัณฑ์กำหนดความชื้นพื้นผิวไม่เกิน 6% โดยน้ำหนักและต้องไม่มีความชื้นเพิ่มขึ้น
- วัดพื้นที่: รวมพื้นราบ แนวตั้งเชิงเทิน บัวลบมุม และรายละเอียดรอบท่อ เพื่อคำนวณวัสดุได้ครบ
การแบ่งพื้นที่เป็นโซน เช่น ช่องละ 5 หรือ 10 ตารางเมตร ช่วยควบคุมปริมาณต่อชั้นได้ง่าย คุณจะรู้ทันทีว่าถังที่แบ่งไว้หมดเร็วหรือช้าเกินไป และแก้จังหวะการทาก่อนความหนาจะต่างกันมากทั้งผืน
ขั้นตอนที่ 2: เตรียมพื้นผิวให้สะอาด แข็งแรง และแห้ง
การเตรียมพื้นคือส่วนสำคัญที่สุดของวิธีทากันซึมดาดฟ้าด้วยตัวเอง ต่อให้เลือกวัสดุดีและทาครบจำนวนชั้น หากพื้นมีฝุ่น คราบน้ำมัน ตะไคร่ หรือผิวเดิมหลุดร่อน ฟิล์มใหม่จะเกาะอยู่บนสิ่งสกปรกแทนที่จะเกาะกับคอนกรีต เมื่อเจอแดดและฝนอาจพองหรือหลุดเป็นแผ่นได้
- ขนย้ายของและกั้นพื้นที่: ย้ายกระถาง ถังน้ำ และอุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายได้ ปิดเครื่องใช้และกรอบที่ไม่ต้องการให้วัสดุติดด้วยเทปกาว
- ขูดส่วนที่ไม่แน่น: เอาสีเดิม ฟิล์มกันซึมเก่า และปูนที่ร่วนออกจนเหลือผิวแข็งแรง ขอบรอยซ่อมไม่ควรเป็นแผ่นบางที่พร้อมลอกต่อ
- ล้างคราบและตะไคร่: ใช้แปรงขัดหรือเครื่องฉีดน้ำตามความเหมาะสม ขจัดคราบน้ำมัน เชื้อรา ตะไคร่ และฝุ่นละเอียดให้หมด
- ซ่อมคอนกรีตเสียหาย: ซ่อมหลุม รอยกะเทาะ และพื้นพรุนด้วยวัสดุซ่อมที่เหมาะสม เช่น ระบบซ่อมคอนกรีต LANKO 731 Structure Repair ตามสภาพงาน
- ซ่อมรอยร้าวและรอยต่อ: รอยร้าวใหญ่หรือรอยที่ยังเคลื่อนตัวต้องใช้วัสดุยืดหยุ่นที่เหมาะสม เช่น ระบบโพลียูรีเทนตามคำแนะนำผู้ผลิต ไม่ควรอัด LANKO 451 หนา ๆ ลงร่องแทนวัสดุซ่อม
- ทำบัวลบมุม: บริเวณพื้นชนผนังและสันคมควรลบเหลี่ยมหรือทำบัวโค้ง เพื่อให้ฟิล์มพาดผ่านมุมโดยไม่ถูกดึงและไม่บางเกินไป
- ปล่อยให้แห้ง: ผิวคอนกรีตเก่าหลังล้างควรแห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ส่วนผิวปูนฉาบใหม่หรือคอนกรีตใหม่ควรมีอายุอย่างน้อย 7 วันตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
ห้ามทาบนพื้นเปียกเพราะรีบปิดงาน: ความชื้นที่ติดอยู่ใต้ฟิล์มสามารถกลายเป็นไอเมื่อพื้นร้อน ทำให้เกิดฟอง รูเข็ม หรือแรงดันดันชั้นกันซึมหลุดจากคอนกรีตได้
ขั้นตอนที่ 3: เลือกระบบทั่วไปหรือระบบเสริมตาข่าย
LANKO 451 มีระบบหลักสองแบบ การเลือกไม่ได้ดูว่าผู้ทำเป็นมือใหม่หรือช่างอาชีพ แต่ดูระดับความเสี่ยงของพื้น หากพื้นสภาพดีและมีรายละเอียดน้อย ระบบทั่วไป 2–3 ชั้นอาจเพียงพอ หากมีรอยต่อ การเคลื่อนไหว รอยแตกร้าวกระจาย หรือจุดซับซ้อน ควรพิจารณาเสริม LANKO Glass Fiber Mesh เฉพาะจุดหรือเต็มพื้นที่
| หัวข้อ | ระบบทั่วไป | ระบบเสริมความแข็งแรง |
|---|---|---|
| โครงสร้างระบบ | รองพื้น แล้วทา LANKO 451 จำนวน 2 หรือ 3 ชั้น | รองพื้น ทาชั้นฝังตาข่าย วาง LANKO Glass Fiber Mesh และทาปิดอีก 1–2 ชั้น |
| ปริมาณรวม | อย่างน้อย 1.4–2.1 กก./ตร.ม. | อย่างน้อย 2.1–2.8 กก./ตร.ม. |
| ความหนาฟิล์มแห้ง | อย่างน้อยประมาณ 0.4–0.7 มม. | อย่างน้อยประมาณ 0.8–1.0 มม. |
| เหมาะกับ | พื้นแข็งแรง รอยร้าวน้อย รายละเอียดไม่ซับซ้อน | พื้นที่เคลื่อนไหว รอยต่อ มุม รอยแตกร้าว และดาดฟ้าที่ต้องการเสริมความต่อเนื่อง |
| จุดสำคัญ | ห้ามทาเกิน 0.75 กก./ตร.ม. ต่อชั้นโดยไม่มีตาข่ายเสริม | ตาข่ายต้องเรียบ ไม่มีฟองหรือรอยย่น และซ้อนแนวต่ออย่างน้อย 5 ซม. |
มือใหม่มักคิดว่าทาหนาเที่ยวเดียวจะกันน้ำได้ดีกว่า แต่ชั้นที่หนาเกินไปแห้งไม่สม่ำเสมอและอาจเกิดตำหนิได้ ระบบที่ถูกต้องคือแบ่งความหนาเป็นหลายชั้นตามอัตรา และใช้ตาข่ายเมื่อจำเป็นต้องรับการเคลื่อนไหวหรือเพิ่มความแข็งแรง
ขั้นตอนที่ 4: วิธีทา LANKO 451 Roof Seal ทีละขั้น
4.1 กวนผลิตภัณฑ์ก่อนใช้
เปิดถังแล้วกวน LANKO 451 ให้ทั่วประมาณ 1 นาที เพื่อให้เนื้อผลิตภัณฑ์สม่ำเสมอ ตัววัสดุเป็นชนิดพร้อมใช้สำหรับชั้นกันซึม ไม่ต้องเติมน้ำเพื่อให้กลิ้งง่ายหรือทาได้พื้นที่มากขึ้น การเติมน้ำใช้เฉพาะชั้นรองพื้นตามอัตราที่กำหนดเท่านั้น
4.2 ลงรองพื้น
สำหรับคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูน ใช้ LANKO 451 เจือจางด้วยน้ำสะอาด 10% ในอัตราทฤษฎีประมาณ 0.3–0.5 กก./ตร.ม. ส่วนแผ่นซีเมนต์ประมาณ 0.3 กก./ตร.ม. กระจายให้ทั่วโดยไม่ปล่อยเป็นแอ่ง แล้วรอจนรองพื้นแห้ง ตรวจด้วยนิ้วแตะแล้วไม่ติดนิ้วก่อนเริ่มชั้นกันซึม
4.3 เก็บรายละเอียดก่อนพื้นราบ
ใช้แปรงทาบริเวณบัวลบมุม รอบท่อ รอยต่อ ปากท่อระบายน้ำ ฐานอุปกรณ์ และขอบเชิงเทินก่อน หากเลือกเสริมตาข่ายเฉพาะจุด ให้วางตาข่ายบนชั้นวัสดุที่ยังเปียก รีดให้แนบและทาปิดจนเนื้อวัสดุชุ่มทั่ว จุดรายละเอียดควรเชื่อมต่อกับระบบพื้นราบโดยไม่มีช่องว่าง
4.4 ทาชั้นแรกของระบบทั่วไป
แบ่งวัสดุตามขนาดโซน แล้วทา LANKO 451 ในอัตรา 0.7 กก./ตร.ม. ใช้แปรงเก็บขอบและลูกกลิ้งกระจายบนพื้นราบ เคลื่อนตัวจากด้านในไปหาทางออก อย่ากลิ้งซ้ำบริเวณที่เริ่มสร้างผิวแล้ว เพราะอาจดึงฟิล์มให้เป็นรอย ตรวจไม่ให้มีรูเข็ม แอ่งหนา ฟอง หรือจุดที่เห็นพื้นเดิมชัดผิดปกติ
4.5 รอแห้งและทาชั้นที่สอง
เมื่อชั้นแรกแห้งตามสภาพอากาศแล้ว ให้ตรวจผิวและซ่อมตำหนิก่อนทาชั้นต่อไป ทาชั้นที่สองอีก 0.7 กก./ตร.ม. หากทำได้ให้เปลี่ยนทิศทางลูกกลิ้งตั้งฉากกับชั้นแรก การทาไขว้ช่วยให้เห็นพื้นที่ตกหล่นง่ายขึ้น แต่ยังต้องควบคุมปริมาณต่อพื้นที่ ไม่ใช่อาศัยจำนวนเที่ยวลูกกลิ้ง
4.6 ทาชั้นที่สามเมื่อเลือกระบบ 3 ชั้น
พื้นที่รับแดดฝนมาก มีผิวซับซ้อน หรือเลือกโครงสร้างระบบทั่วไป 3 ชั้น ให้ทาชั้นที่สาม 0.7 กก./ตร.ม. หลังชั้นก่อนหน้าแห้ง ปริมาณรวมจะอยู่ที่ประมาณ 2.1 กก./ตร.ม. และความหนาฟิล์มแห้งตามระบบประมาณ 0.7 มม. โดยไม่รวมรองพื้นและการสูญเสีย
4.7 วิธีทำระบบเสริมตาข่าย
- ทาชั้นแรก 0.7–1.0 กก./ตร.ม. บนพื้นที่ที่เตรียมและรองพื้นแล้ว
- วาง LANKO Glass Fiber Mesh ขณะชั้นแรกยังเปียก รีดให้เรียบ ไม่มีฟองอากาศหรือรอยย่น
- ซ้อนแนวต่อของตาข่ายอย่างน้อย 5 ซม. และจัดแนวให้ตาข่ายต่อเนื่องผ่านจุดเสี่ยง
- ทา LANKO 451 อีก 0.3–0.5 กก./ตร.ม. ขณะที่ตาข่ายยังเปียก เพื่อฝังตาข่ายให้แนบในชั้นวัสดุ
- เมื่อชุดชั้นฝังตาข่ายแห้งแล้ว ทาปิดอีก 1 หรือ 2 ชั้น ชั้นละ 0.6–0.7 กก./ตร.ม. ตามระบบที่ออกแบบ
เคล็ดลับควบคุมงาน: ชั่งวัสดุสำหรับแต่ละโซนก่อนทา เช่น พื้นที่ 10 ตร.ม. ของระบบทั่วไปต้องใช้ประมาณ 7 กก. ต่อชั้น เมื่อวัสดุส่วนนี้หมด พื้นที่ 10 ตร.ม. ก็ควรทาเสร็จพอดี วิธีนี้แม่นกว่าการเดาความหนาจากสีด้วยตา
ต้องรอกี่ชั่วโมง และป้องกันงานระหว่างแห้งอย่างไร?
เวลารอเคลือบทับเปลี่ยนตามอุณหภูมิ ความชื้น ลม ความหนา และระบบที่ใช้ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ค่าประมาณที่ความชื้นสัมพัทธ์ 50% ดังตาราง จึงควรใช้เป็นแนวทางแล้วตรวจผิวจริงก่อนทาทับทุกครั้ง
| อุณหภูมิแวดล้อม | ระบบไม่เสริมแรง | ระบบเสริมแรง | สิ่งที่ต้องตรวจ |
|---|---|---|---|
| 20°C / 50% RH | ประมาณ 6 ชั่วโมง | ประมาณ 24 ชั่วโมง | ชั้นล่างแห้งสม่ำเสมอ ไม่ติดมือ และไม่ยวบเมื่อกดเบา ๆ |
| 30°C / 50% RH | ประมาณ 4 ชั่วโมง | ประมาณ 12 ชั่วโมง | ผิวไม่แห้งเฉพาะด้านบน ขณะที่วัสดุด้านในยังอ่อน |
อากาศประเทศไทยอาจมีความชื้นสูงกว่าตารางมาก โดยเฉพาะก่อนฝนตก ช่วงเย็น หรือพื้นที่อับลม จึงต้องเผื่อเวลามากขึ้น อย่าทาชั้นใหม่เพราะครบชั่วโมงตามนาฬิกาเพียงอย่างเดียว และอย่าวางผ้าใบหรือพลาสติกแนบกับผิวที่ยังไม่แห้ง เพราะอาจติดและกักความชื้น
- เลือกช่วงพยากรณ์อากาศปลอดฝนให้ครอบคลุมการทำงานและการแห้ง
- กั้นคน สัตว์เลี้ยง และงานช่างอื่นไม่ให้เข้าไปเหยียบชั้นเคลือบ
- ป้องกันใบไม้ ฝุ่น และน้ำจากเครื่องปรับอากาศไม่ให้ตกบนผิว
- หลีกเลี่ยงทาช่วงพื้นร้อนจัด ควรทำในช่วงที่อุณหภูมิพื้นมีแนวโน้มลดลง
- หลังใช้งานให้ล้างแปรง ลูกกลิ้ง และอุปกรณ์ด้วยน้ำทันที ก่อนวัสดุแข็งตัว
คำนวณ LANKO 451 ต้องใช้กี่ถัง?
สูตรพื้นฐานคือ พื้นที่ทั้งหมด × อัตราใช้รวมของระบบ = น้ำหนักผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ จากนั้นบวกวัสดุสำหรับรองพื้นและเผื่อการสูญเสียตามความหยาบของพื้น มุม แนวตั้ง รายละเอียดรอบท่อ และวัสดุค้างในอุปกรณ์ ตัวเลขจากเอกสารเป็นค่าทฤษฎี จึงไม่ควรสั่งพอดีเป๊ะโดยไม่สำรวจผิว
| พื้นที่ | ระบบทั่วไป 2 ชั้น 1.4 กก./ตร.ม. | ระบบทั่วไป 3 ชั้น 2.1 กก./ตร.ม. | ระบบเสริมแรงสูงสุด 2.8 กก./ตร.ม. |
|---|---|---|---|
| 10 ตร.ม. | 14 กก. | 21 กก. | 28 กก. |
| 20 ตร.ม. | 28 กก. | 42 กก. | 56 กก. |
| 30 ตร.ม. | 42 กก. | 63 กก. | 84 กก. |
| 50 ตร.ม. | 70 กก. | 105 กก. | 140 กก. |
ตัวอย่าง ดาดฟ้าพื้นราบ 18 ตร.ม. มีแนวเชิงเทินและรอบท่อรวมอีก 2 ตร.ม. เท่ากับพื้นที่คิดวัสดุ 20 ตร.ม. หากใช้ระบบทั่วไป 2 ชั้น ต้องใช้ชั้นกันซึมทฤษฎี 28 กก. ยังไม่รวมรองพื้นและเผื่อสูญเสีย จึงควรวางแผนขนาดบรรจุให้มีวัสดุพอทำแต่ละชั้นต่อเนื่อง ไม่ควรหวังยืดหนึ่งถังด้วยการทาบาง
อย่าลืมรองพื้น: คอนกรีตและปูนฉาบใช้ LANKO 451 เจือจางน้ำ 10% ประมาณ 0.3–0.5 กก./ตร.ม. ตามค่าทฤษฎี ปริมาณส่วนนี้ต้องคำนวณเพิ่มจากชั้นกันซึม 1.4–2.8 กก./ตร.ม.
7 ข้อผิดพลาดที่ทำให้ทากันซึมแล้วกลับมารั่ว
- ทาทับพื้นสกปรกหรือสีเดิมที่หลุดร่อน: ฟิล์มใหม่จึงยึดกับฝุ่นและชั้นเก่าที่อ่อนแอ ไม่ได้ยึดกับพื้นจริง
- ไม่แก้น้ำขัง: LANKO 451 ไม่เหมาะกับการแช่น้ำถาวร การเพิ่มจำนวนชั้นไม่ทดแทนการทำความลาดและแก้ทางระบายน้ำ
- ข้ามรองพื้น: พื้นดูดน้ำไม่สม่ำเสมอ ทำให้วัสดุแห้งเร็วผิดปกติ ยึดเกาะไม่เต็มที่ หรือเกิดรูเข็มได้ง่าย
- เติมน้ำในชั้นกันซึม: แม้กลิ้งง่ายขึ้น แต่เนื้อวัสดุและความหนาฟิล์มแห้งต่อพื้นที่ลดลงจากระบบที่ออกแบบ
- ทาหนาเที่ยวเดียว: ชั้นนอกอาจแห้งก่อนด้านใน เกิดการย่น แตกร้าว หรือกักความชื้น ควรแบ่งเป็นหลายชั้นตามอัตรา
- ละเลยมุมและรอบท่อ: พื้นราบดูสวยแต่จุดเปลี่ยนระนาบมีช่องว่าง น้ำจึงเข้าที่รายละเอียดแล้วไหลใต้ฟิล์ม
- ทาก่อนฝนตกหรือเปิดใช้งานเร็ว: น้ำ ฝุ่น และรอยเท้าทำลายฟิล์มที่กำลังก่อตัว ทำให้ระบบไม่ต่อเนื่องตั้งแต่วันแรก
อีกข้อที่พบบ่อยคือซ่อมเฉพาะเหนือคราบน้ำในห้อง ทั้งที่จุดน้ำเข้าบนดาดฟ้าอาจอยู่ห่างออกไป น้ำสามารถไหลตามรอยต่อ ท้องพื้น หรือเหล็กเสริมก่อนหยดลงฝ้าได้ หากไม่แน่ใจ ควรสำรวจทั้งดาดฟ้าและทำระบบให้ต่อเนื่องในขอบเขตที่เหมาะสม
ข้อจำกัดและข้อควรระวังก่อนลงมือ
LANKO 451 ยืดหยุ่นมากกว่า 380% ทนรังสียูวี ปราศจากตัวทำละลาย และใช้ปิดรอยแตกร้าวได้ 0.75 มม. ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ แต่คุณสมบัติเหล่านี้มีผลเมื่อใช้บนพื้นและในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าวัสดุจะแก้ปัญหาโครงสร้าง น้ำขัง หรือความชื้นดันได้ทุกกรณี
- ไม่เหมาะกับน้ำขังหรือการแช่น้ำถาวร: ปรับความลาดและแก้ท่อระบายน้ำก่อน
- ไม่ทาบนพื้นมีความชื้นดันขึ้น: ข้อมูลกำหนดความชื้นพื้นผิวไม่เกิน 6% โดยน้ำหนักและต้องไม่มีความชื้นเพิ่มขึ้น
- ควบคุมสภาพอากาศ: อุณหภูมิแวดล้อมที่ระบุคือ +5°C ถึง +35°C ความชื้นสัมพัทธ์ 5–80% และผิวต้องสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C
- ไม่แนะนำเป็นผิวรับการเดินโดยตรง: หากมีการสัญจรควรมีชั้นป้องกัน เช่น กระเบื้อง แผ่นหิน หรือแผ่นไม้ ตามระบบที่ออกแบบ
- ไม่ทาบนแผ่นฉนวนโดยตรง: ต้องมีวัสดุกั้นกลางที่เหมาะสม
- รอยร้าวโครงสร้างต้องประเมินแยก: ความสามารถปิดรอยร้าว 0.75 มม. ไม่ใช่การรับรองให้ทาทับรอยร้าวใหญ่หรือรอยที่ยังเคลื่อนตัว
- สวมอุปกรณ์ป้องกัน: ใช้ถุงมือ แว่นตา รองเท้ากันลื่น และระบบป้องกันการตกเมื่อทำงานใกล้ขอบดาดฟ้า พร้อมศึกษา SDS ฉบับล่าสุด
ความปลอดภัยมาก่อนงาน: อย่าทำงานคนเดียวบนดาดฟ้าที่ไม่มีราวกันตก อย่าทำงานขณะพื้นเปียก มีลมแรง หรือฝนใกล้ตก และระวังสายไฟ เครื่องปรับอากาศ ถังน้ำ และช่องเปิดบนหลังคาเสมอ
สรุปวิธีทากันซึมดาดฟ้าสำหรับมือใหม่
การทากันซึมดาดฟ้าด้วยตัวเองด้วย LANKO 451 Roof Seal ทำได้เมื่อหน้างานอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เริ่มจากตรวจโครงสร้าง น้ำขัง และความชื้น จากนั้นเตรียมพื้นให้แข็งแรง สะอาด และแห้ง ลงรองพื้นด้วยผลิตภัณฑ์เจือจางน้ำ 10% เก็บรายละเอียดก่อนพื้นราบ แล้วทาระบบทั่วไป 2–3 ชั้น ชั้นละประมาณ 0.7 กก./ตร.ม. หรือใช้ระบบเสริม LANKO Glass Fiber Mesh เมื่อพื้นมีรอยต่อและความเสี่ยงสูง
งานที่ดีไม่จำเป็นต้องทำเร็วที่สุด แต่ต้องควบคุมทุกช่วงให้ถูกต้อง ตั้งแต่แบ่งวัสดุตามพื้นที่ รอให้แต่ละชั้นแห้ง ป้องกันฝนและการเดินเหยียบ ไปจนถึงตรวจจุดเล็ก ๆ รอบท่อและมุม หากมีน้ำขัง รอยร้าวโครงสร้าง หรือไม่แน่ใจเรื่องวัสดุเดิม ควรส่งรูปหน้างานให้ทีมงานช่วยประเมินก่อนซื้อและก่อนลงมือ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: เรียบเรียงจากเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ LANKO 451 Roof Seal (SOVACRYL) ที่ผู้ใช้จัดให้ และหน้า LANKO® 451 Roof Seal บนเว็บไซต์ Sika Thailand ควรตรวจ PDS และ SDS ฉบับล่าสุด รวมถึงทดสอบพื้นที่เล็กก่อนใช้งานจริง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทากันซึมดาดฟ้าด้วย LANKO 451
มือใหม่สามารถทา LANKO 451 เองได้ไหม?
ทำได้หากพื้นแข็งแรง ไม่มีรอยร้าวโครงสร้าง ไม่มีความชื้นดันหรือน้ำขังถาวร และสามารถเตรียมพื้นกับควบคุมอัตราการทาได้ หากพื้นที่สูงเสี่ยงตกหรือหน้างานซับซ้อนควรใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญ
LANKO 451 ต้องทากี่ชั้น?
ระบบกันซึมหลังคาทั่วไปทา 2 หรือ 3 ชั้น ชั้นละประมาณ 0.7 กก./ตร.ม. ปริมาณรวมอย่างน้อย 1.4–2.1 กก./ตร.ม. ส่วนระบบเสริมตาข่ายใช้รวมอย่างน้อย 2.1–2.8 กก./ตร.ม.
LANKO 451 ต้องผสมน้ำก่อนทาหรือไม่?
ชั้นกันซึมเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมใช้ ให้กวนในถังประมาณ 1 นาทีก่อนทา ไม่ควรเติมน้ำ ชั้นรองพื้นใช้ LANKO 451 เจือจางด้วยน้ำสะอาด 10% ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
หลังล้างดาดฟ้าต้องรอกี่วันก่อนทา?
สำหรับผิวคอนกรีตเก่า หลังล้างตะไคร่ รา และสิ่งสกปรกแล้วควรปล่อยให้แห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ต้องตรวจว่าพื้นไม่มีความชื้นสะสมหรือความชื้นดันขึ้นจากด้านล่าง
คอนกรีตใหม่ทา LANKO 451 ได้เมื่อไร?
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุว่าผิวคอนกรีตและผิวปูนฉาบใหม่ควรมีอายุอย่างน้อย 7 วันก่อนทำระบบ และต้องตรวจความแข็งแรงกับความชื้นของพื้นจริงด้วย
ต้องรอกี่ชั่วโมงก่อนทาชั้นต่อไป?
ระบบไม่เสริมแรงรอประมาณ 6 ชั่วโมงที่ 20°C หรือ 4 ชั่วโมงที่ 30°C และระบบเสริมแรงประมาณ 24 หรือ 12 ชั่วโมงตามลำดับที่ความชื้นสัมพัทธ์ 50% เวลาจริงอาจนานขึ้นเมื่ออากาศชื้นหรือชั้นวัสดุหนา
ดาดฟ้ามีน้ำขังใช้ LANKO 451 ทาทับได้ไหม?
ไม่ควร LANKO 451 ไม่เหมาะกับบริเวณน้ำขังเป็นเวลานานหรือแช่น้ำถาวร ต้องแก้ความลาดเอียง แอ่ง และทางระบายน้ำก่อนเริ่มระบบกันซึม
รอยร้าวต้องใช้ตาข่ายทุกจุดหรือไม่?
รอยแตกร้าวและพื้นที่เคลื่อนไหวควรพิจารณาเสริม LANKO Glass Fiber Mesh แต่รอยร้าวใหญ่ รอยที่ยังเคลื่อนตัว หรือรอยร้าวโครงสร้างต้องซ่อมด้วยวัสดุเฉพาะก่อน ไม่ควรใช้ตาข่ายกลบโดยไม่ตรวจสาเหตุ
LANKO 451 ขนาด 20 กก. ทาได้กี่ตารางเมตร?
ตามทฤษฎี ระบบทั่วไป 2 ชั้นที่ใช้รวม 1.4 กก./ตร.ม. ทาได้ประมาณ 14.3 ตร.ม. ระบบ 3 ชั้นที่ 2.1 กก./ตร.ม. ประมาณ 9.5 ตร.ม. และระบบเสริมแรงประมาณ 7.1–9.5 ตร.ม. ยังไม่รวมรองพื้นและการสูญเสีย
ทา LANKO 451 แล้วเดินบนดาดฟ้าได้ไหม?
ไม่แนะนำให้ใช้เป็นผิวรับการสัญจรโดยตรง หากจำเป็นต้องเดินผ่านควรออกแบบชั้นป้องกันที่เหมาะสม เช่น กระเบื้อง แผ่นหิน หรือแผ่นไม้ โดยไม่ทำลายชั้นกันซึม
ถ้าทาเสร็จแล้วฝนตกควรทำอย่างไร?
รอให้พื้นที่แห้งแล้วตรวจหาคราบชะล้าง ฟอง รอยด่าง และบริเวณที่ฟิล์มเสียหาย ไม่ควรรีบทาทับขณะเปียก หากความเสียหายมากควรปรึกษาทีมเทคนิคเพื่อกำหนดวิธีซ่อมชั้นเคลือบ
ซื้อ LANKO 451 Roof Seal ได้ที่ไหน?
ดูข้อมูลและสั่งซื้อได้ที่หน้า LANKO 451 Roof Seal ของ GY Asia หรือติดต่อ LINE และโทรศัพท์ พร้อมส่งพื้นที่ รูปดาดฟ้า จุดน้ำขัง และรอยร้าวเพื่อให้ทีมช่วยคำนวณปริมาณ
