น้ำรั่วซึมจากดาดฟ้าลงฝ้าเพดาน! หยุดปัญหาด้วย LANKO 451 Roof Seal
คราบวงน้ำบนฝ้า สีพอง กลิ่นอับ และน้ำหยดในวันฝนตก ไม่ใช่ปัญหาที่ควรรอให้หายเอง เพราะน้ำจากดาดฟ้าสามารถเคลื่อนตามรอยร้าวและแนวท่อก่อนปรากฏใต้ฝ้าในอีกตำแหน่งหนึ่งได้ LANKO 451 Roof Seal (SOVACRYL) คืออะคริลิกกันซึมชนิดยืดหยุ่นพร้อมใช้ สำหรับสร้างชั้นเคลือบต่อเนื่องบนคอนกรีต ผนังฉาบปูน และแผ่นซีเมนต์ เมื่อวิเคราะห์ต้นเหตุ เตรียมพื้น และเลือกระบบทาอย่างถูกต้อง
LANKO 451 Roof Seal (SOVACRYL)
อะคริลิกกันซึมชนิดยืดหยุ่นพร้อมใช้งาน สำหรับงานภายในและภายนอก เหมาะกับผนัง ระเบียง ดาดฟ้า และหลังคา ใช้กับพื้นผิวคอนกรีต ผนังก่ออิฐฉาบปูน และแผ่นซีเมนต์ มีสีเทา ขาว เขียว แดง และฟ้า
Quick Answer: ดาดฟ้ารั่วลงฝ้า ใช้ LANKO 451 แก้ได้อย่างไร?
ถ้าต้นเหตุเป็นรอยแตกร้าวขนาดเล็ก ผิวคอนกรีตแตกลายงา หรือระบบกันซึมเดิมเสื่อมสภาพ สามารถใช้ LANKO 451 Roof Seal สร้างชั้นอะคริลิกกันซึมต่อเนื่องได้ โดยต้องทำความสะอาดและซ่อมพื้นเดิมก่อน ลงรองพื้นด้วย LANKO 451 เจือจางน้ำสะอาด 10% แล้วทาระบบทั่วไป 2–3 ชั้น หรือเลือกระบบเสริม LANKO Glass Fiber Mesh ในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหว รอยต่อ และจุดเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม การเห็นน้ำหยดจากฝ้าไม่ได้หมายความว่าจุดรั่วอยู่ตรงด้านบนเสมอ น้ำอาจเข้าจากรอยต่อพื้นกับผนัง รอบท่อระบายน้ำ ขอบเชิงเทิน ฐานอุปกรณ์ หรือรอยร้าวที่อยู่ห่างออกไป แล้วไหลตามท้องพื้น เหล็กเสริม หรือโครงฝ้า ก่อนหยดลงในห้อง การซ่อมให้จบจึงต้องเริ่มจากสำรวจดาดฟ้าทั้งระบบ ไม่ใช่ทาเฉพาะจุดเหนือคราบน้ำ
LANKO 451 เหมาะกับงานที่พื้นมีความแข็งแรง มีความลาดเอียงและการระบายน้ำเหมาะสม ไม่มีความชื้นดันขึ้นจากใต้พื้น และไม่ได้มีน้ำขังต่อเนื่อง หากดาดฟ้ามีแอ่งลึก ท่อระบายน้ำตัน รอยต่อโครงสร้างเคลื่อนตัว หรือคอนกรีตแตกร้าวรุนแรง ต้องแก้ต้นเหตุก่อนเริ่มงานกันซึม
สัญญาณเตือนว่าน้ำจากดาดฟ้ากำลังทำลายฝ้าเพดาน
น้ำรั่วซึมจากดาดฟ้ามักเริ่มแบบเงียบ ๆ ช่วงแรกอาจเห็นเพียงสีบนฝ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาล เมื่อฝนตกต่อเนื่อง ความชื้นสะสมจะทำให้สีพอง ฝ้าอ่อนตัว เกิดเชื้อรา และมีกลิ่นอับ หากปล่อยไว้นาน ความเสียหายอาจลามไปถึงโครงคร่าว ฉนวน สายไฟ เฟอร์นิเจอร์ และผิวตกแต่งภายใน
เป็นสัญญาณว่าฝ้าได้รับความชื้นซ้ำ แม้ในวันที่ไม่มีน้ำหยดให้เห็น
แผ่นฝ้าอาจสูญเสียความแข็งแรง ไม่ควรยืนหรือวางอุปกรณ์ใต้บริเวณเสี่ยง
บ่งชี้ว่าพื้นที่เหนือฝ้ามีความชื้นค้าง ต้องหยุดน้ำและทำให้โครงสร้างแห้ง
เมื่อพบอาการเหล่านี้ ควรตัดกระแสไฟบริเวณที่น้ำอาจสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้า เคลื่อนย้ายของออกจากจุดเสี่ยง และตรวจด้านบนโดยเร็ว การเปลี่ยนฝ้าหรือทาสีใหม่ก่อนหยุดทางน้ำเข้าเป็นเพียงการซ่อนอาการ เพราะคราบและเชื้อราจะกลับมาอีกหลังฝนชุดถัดไป
เรื่องความปลอดภัย: ฝ้าที่เปียกมากอาจหล่นได้ และดาดฟ้าเปียกมีความลื่นสูง หากต้องขึ้นตรวจหลังฝนตกควรใช้อุปกรณ์ป้องกันการตก รองเท้ากันลื่น และหลีกเลี่ยงการทำงานใกล้สายไฟหรือช่วงที่มีฝนฟ้าคะนอง
ดาดฟ้ารั่วเกิดจากอะไร? หาต้นเหตุให้พบก่อนทากันซึม
สาเหตุที่พบบ่อยคือชั้นกันซึมเดิมเสื่อมจากแดดและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ผิวคอนกรีตเกิดรอยแตกลายงา รอยต่อพื้นกับผนังแยกตัว หรือรายละเอียดรอบท่อและฐานอุปกรณ์ทำไว้ไม่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีปัญหาน้ำขังจากความลาดเอียงไม่พอ ซึ่งทำให้ชั้นกันซึมรับน้ำและความชื้นนานกว่าที่ออกแบบไว้
จุดที่ควรตรวจเป็นพิเศษ
- รอยต่อพื้นกับผนังและเชิงเทิน: มุมฉากเป็นจุดสะสมความเค้น หากไม่มีบัวลบมุม ชั้นเคลือบอาจบางหรือฉีกบริเวณมุม
- รอบท่อระบายน้ำ: ตรวจรอยแยก วัสดุอุดเดิม และระดับปากท่อ ถ้าปากท่อสูงกว่าพื้นจะเกิดน้ำขังรอบ ๆ
- รอยร้าวบนพื้น: แยกให้ออกระหว่างรอยแตกลายงาขนาดเล็กกับรอยร้าวที่ยังเคลื่อนตัว เพราะวิธีซ่อมต่างกัน
- ฐานถังน้ำ เสาอากาศ และอุปกรณ์: จุดยึดสกรูหรือฐานคอนกรีตอาจเจาะผ่านระบบกันซึมเดิม
- แนวต่อวัสดุต่างชนิด: คอนกรีต อิฐ โลหะ และแผ่นซีเมนต์ขยายตัวไม่เท่ากัน จึงเป็นตำแหน่งที่ควรเสริมแรง
- ผิวหลุดร่อนหรือเป็นโพรง: ทาทับโดยไม่สกัดซ่อมจะทำให้ระบบใหม่ยึดอยู่กับผิวที่ไม่แข็งแรง
วิธีตรวจที่ให้ข้อมูลได้ดีคือสำรวจหลังฝนหยุด ดูแนวทางไหลและแอ่งน้ำ ทำแผนผังรอยร้าว และเปรียบเทียบตำแหน่งกับคราบใต้ฝ้า หากจำเป็นต้องทดสอบขังน้ำ ควรทำหลังซ่อมรายละเอียดและอยู่ภายใต้การควบคุม เพราะการปล่อยน้ำเพิ่มบนพื้นที่ที่กำลังรั่วอาจทำให้ฝ้าและระบบไฟฟ้าเสียหายมากขึ้น
อย่าทากลบปัญหาโครงสร้าง: เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุว่ารอยแตกร้าวขนาดใหญ่ที่ยังร้าวไม่หยุดควรซ่อมด้วยวัสดุที่เหมาะสม เช่น LANKO 603 Polyurethane ก่อน ส่วนคอนกรีตเสียหายควรซ่อมด้วย LANKO 731 Structure Repair แล้วจึงทำระบบกันซึม
ทำไม LANKO 451 Roof Seal จึงเหมาะกับงานกันซึมดาดฟ้า?
LANKO 451 Roof Seal (SOVACRYL) เป็นอะคริลิกกันซึมชนิดยืดหยุ่นพร้อมใช้งาน ไม่ต้องผสมปูนหรือสารสองส่วนก่อนทา เพียงกวนผลิตภัณฑ์ในถังให้ทั่วประมาณ 1 นาที จึงใช้งานด้วยแปรง ลูกกลิ้ง หรือเครื่องพ่นไร้อากาศได้ จุดเด่นสำคัญคือการสร้างฟิล์มต่อเนื่องบนพื้นที่ที่มีรูปทรงและรายละเอียดมากกว่าวัสดุแผ่น
| คุณสมบัติ | ข้อมูลจากเอกสารผลิตภัณฑ์ | ประโยชน์ต่อหน้างาน |
|---|---|---|
| ความยืดหยุ่น | มากกว่า 380% | รองรับการยืดตัวของชั้นเคลือบจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและการเคลื่อนไหวขนาดเล็ก |
| การปิดรอยแตกร้าว | 0.75 มม. | ช่วยเชื่อมรอยแตกร้าวขนาดเล็กเมื่อพื้นและรายละเอียดได้รับการเตรียมอย่างถูกต้อง |
| ความทนทานต่อยูวี | ทนรังสียูวี | เหมาะกับพื้นผิวภายนอกที่ต้องเผชิญแสงแดด เช่น หลังคาและดาดฟ้า |
| ส่วนประกอบ | ปราศจากตัวทำละลาย | ใช้งานง่ายและทำความสะอาดเครื่องมือด้วยน้ำได้ก่อนวัสดุแข็งตัว |
| แรงยึดเกาะกับคอนกรีต | >0.5 N/mm² ที่ 7 วัน | ให้การยึดเกาะตามค่าทดสอบเมื่อพื้นแข็งแรง สะอาด และเตรียมถูกวิธี |
| สี | เทา ขาว เขียว แดง และฟ้า | เลือกสีให้เหมาะกับหลังคา พื้นที่ใช้งาน และการตรวจสภาพผิวในอนาคต |
คำว่า “ยืดหยุ่น” ไม่ได้แปลว่าสามารถทาทับรอยแยกทุกชนิดได้โดยไม่ซ่อม หากรอยร้าวกว้างกว่าเกณฑ์ มีการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หรือเป็นรอยต่อโครงสร้าง ต้องใช้วัสดุอุดรอยต่อและรายละเอียดเสริมแรงที่เหมาะสม การใช้ LANKO 451 จะได้ผลดีที่สุดเมื่อชั้นเคลือบทำหน้าที่เป็นระบบกันน้ำ ไม่ใช่ถูกคาดหวังให้รับหน้าที่ซ่อมโครงสร้างไปพร้อมกัน
เลือกระบบกันซึมทั่วไป หรือระบบเสริม LANKO Glass Fiber Mesh?
เอกสาร LANKO 451 แบ่งระบบหลังคาออกเป็นสองแนวทางหลัก การเลือกไม่ควรดูเฉพาะงบประมาณ แต่ต้องดูสภาพรอยร้าว การเคลื่อนไหวของพื้น รายละเอียดรอบมุม และประวัติการรั่ว หากพื้นโดยรวมแข็งแรง รอยแตกร้าวมีขนาดเล็กและไม่เคลื่อนตัว ระบบทั่วไปอาจเพียงพอ แต่ถ้าพื้นมีจุดเสี่ยงหลายตำแหน่งหรือระบบเดิมเคยแตกร้าวซ้ำ การเสริมตาข่ายจะช่วยกระจายแรงและควบคุมความหนาของชั้นเคลือบได้ดีขึ้น
เหมาะกับพื้นแข็งแรง รายละเอียดไม่ซับซ้อน และไม่มีการเคลื่อนไหวสูง ใช้ผลิตภัณฑ์รวมอย่างน้อย 1.4–2.1 กก./ตร.ม.
เสริมตาข่ายบริเวณรอยต่อ มุม รอบท่อ รอยแตกร้าว และตำแหน่งที่คาดว่าจะเคลื่อนไหว แล้วทาระบบหลักต่อเนื่องทั้งพื้นที่
ใช้กับพื้นที่เสี่ยงสูงหรือมีรายละเอียดต่อเนื่อง ปริมาณรวมอย่างน้อย 2.1–2.8 กก./ตร.ม. และฟิล์มแห้ง 0.8–1.0 มม.
ระบบทั่วไป
หลังรองพื้นแห้ง ให้ทา LANKO 451 ชั้นแรกประมาณ 0.7 กก./ตร.ม. รอแห้งตามสภาพอากาศ แล้วทาชั้นที่สองหรือมากกว่าในอัตราประมาณ 0.7 กก./ตร.ม./ชั้น เอกสารระบุปริมาณรวมอย่างน้อย 1.4–2.1 กก./ตร.ม. และความหนาฟิล์มเมื่อแห้งอย่างน้อย 0.4–0.7 มม.
ระบบเสริมความแข็งแรง
ทา LANKO 451 ชั้นแรกประมาณ 0.7–1.0 กก./ตร.ม. แล้วปู LANKO Glass Fiber Mesh ลงบนชั้นที่ยังเปียก รีดให้เรียบ ไม่มีฟองอากาศหรือรอยย่น และซ้อนทับแนวต่ออย่างน้อย 5 ซม. จากนั้นทาวัสดุอีก 0.3–0.5 กก./ตร.ม. ให้ตาข่ายฝังตัว ก่อนทาชั้นบนสุดอีก 1–2 ชั้น ชั้นละประมาณ 0.6–0.7 กก./ตร.ม.
หลักคิดง่าย ๆ: ถ้าดาดฟ้าเคยรั่วซ้ำ มีรอยต่อจำนวนมาก หรือมีรอยร้าวกระจาย การเพิ่มตาข่ายเฉพาะจุดหรือเต็มระบบมักให้ความมั่นใจกว่าการเพิ่มจำนวนชั้นโดยไม่มีวัสดุเสริมแรง เพราะตาข่ายช่วยพยุงฟิล์มบริเวณที่เกิดความเค้น
อัตราการใช้ LANKO 451 และการคำนวณจำนวนถังเบื้องต้น
การคำนวณกันซึมดาดฟ้าต้องใช้ “ปริมาณรวมของระบบ” ไม่ใช่ดูเพียงพื้นที่ต่อถังจากการทาชั้นเดียว เพราะระบบที่ได้ความหนาไม่ครบอาจดูปิดผิวแล้ว แต่ให้สมรรถนะต่ำกว่าที่กำหนด เอกสารระบุปริมาณเชิงทฤษฎีซึ่งยังไม่รวมการสูญเสียจากพื้นพรุน ผิวหยาบ รอยต่อ เครื่องมือ และเศษค้างในภาชนะ
| ระบบ | ปริมาณรวม | ฟิล์มแห้ง | 20 กก. ครอบคลุมเชิงทฤษฎี |
|---|---|---|---|
| ทั่วไป 2 ชั้น | อย่างน้อย 1.4 กก./ตร.ม. | เริ่มต้นในช่วง 0.4–0.7 มม. | ประมาณ 14.3 ตร.ม. |
| ทั่วไป 3 ชั้น | ประมาณ 2.1 กก./ตร.ม. | สูงสุดของช่วงระบบทั่วไป | ประมาณ 9.5 ตร.ม. |
| เสริมแรง | 2.1–2.8 กก./ตร.ม. | 0.8–1.0 มม. | ประมาณ 7.1–9.5 ตร.ม. |
ตัวอย่างเช่น ดาดฟ้า 50 ตร.ม. ถ้าเลือกระบบทั่วไปที่ 1.4 กก./ตร.ม. จะใช้ผลิตภัณฑ์เชิงทฤษฎีอย่างน้อย 70 กก. หรือ 3.5 ถังขนาด 20 กก. จึงต้องปัดขึ้นอย่างน้อย 4 ถัง และควรเผื่อสภาพพื้นจริงกับรายละเอียดรอบผนังและท่อ หากเลือกระบบเสริมแรงที่ 2.8 กก./ตร.ม. ปริมาณเชิงทฤษฎีจะเพิ่มเป็น 140 กก. หรือ 7 ถังขนาด 20 กก.
ชั้นรองพื้นก็ต้องนำมาคิดแยก เอกสารระบุให้เจือจาง LANKO 451 ด้วยน้ำสะอาด 10% โดยใช้ประมาณ 0.3–0.5 กก./ตร.ม. บนคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูน หรือประมาณ 0.3 กก./ตร.ม. บนแผ่นซีเมนต์ ปริมาณจริงขึ้นกับความพรุนและความหยาบของผิว
อย่าทาหนาเกินในครั้งเดียว: เอกสารระบุว่าไม่ควรใช้ LANKO 451 มากกว่า 0.75 กก./ตร.ม./ชั้นโดยไม่มีแผ่นใยเสริมแรง การเร่งให้หนาด้วยการทาครั้งเดียวอาจทำให้ผิวด้านบนแห้งก่อนด้านในและส่งผลต่อการแห้งของระบบ
วิธีเตรียมพื้นและทา LANKO 451 เพื่อหยุดดาดฟ้ารั่ว
ความสำเร็จของงานกันซึมขึ้นกับการเตรียมพื้นมากกว่าสีของชั้นเคลือบ พื้นต้องแข็งแรง สะอาด และปราศจากฝุ่น คราบน้ำมัน ตะไคร่น้ำ เชื้อรา สีหรือกันซึมเดิมที่หลุดร่อน หากทาบนผิวที่ไม่แข็งแรง ต่อให้ฟิล์ม LANKO 451 ไม่ฉีก ระบบก็อาจหลุดออกมาพร้อมชั้นผิวเดิมได้
- เปิดพื้นที่และหาต้นเหตุ: ย้ายสิ่งกีดขวาง ตรวจทางน้ำ แอ่ง รอยร้าว รอบท่อ ฐานอุปกรณ์ และแนวพื้นชนผนัง ทำเครื่องหมายทุกจุดก่อนล้างพื้น
- กำจัดชั้นผิวที่เสื่อม: ขูดหรือเจียรสีและวัสดุกันซึมที่พอง หลุด หรือยึดเกาะไม่ดีออกจนถึงพื้นแข็งแรง แล้วดูดฝุ่นและล้างคราบสกปรก
- ซ่อมคอนกรีตและรอยร้าว: ซ่อมคอนกรีตเสียหายด้วยวัสดุซ่อมที่เหมาะสม รอยร้าวขนาดใหญ่หรือยังเคลื่อนตัวต้องใช้ระบบอุดรอยต่อ ไม่ควรทาอะคริลิกกลบทันที
- ทำบัวลบมุม: บริเวณพื้นชนผนัง มุมห้อง หรือสันคมควรลบเหลี่ยมหรือทำบัว เพื่อให้ชั้นกันซึมโค้งต่อเนื่องและไม่บางตรงมุม
- รอพื้นให้พร้อม: ปูนฉาบใหม่และคอนกรีตใหม่ควรมีอายุอย่างน้อย 7 วัน ส่วนคอนกรีตเก่าที่ล้างตะไคร่และราแล้วควรปล่อยให้แห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- ตรวจความชื้น: ความชื้นพื้นผิวต้องไม่เกิน 6% โดยน้ำหนัก และต้องไม่มีความชื้นเพิ่มขึ้นจากด้านล่างตามวิธีทดสอบที่เหมาะสม
- ลงรองพื้น: กวน LANKO 451 ให้ทั่วประมาณ 1 นาที แบ่งผลิตภัณฑ์สำหรับรองพื้นและเจือจางด้วยน้ำสะอาด 10% ทาให้ทั่ว แล้วรอจนแตะด้วยนิ้วและวัสดุไม่ติดนิ้ว
- เก็บรายละเอียดก่อน: ทาบริเวณมุม รอบท่อ รอยต่อ และรอยร้าวก่อนพื้นที่แนวราบ หากใช้ตาข่าย ให้ฝังลงในชั้นเปียก รีดไม่ให้มีฟองหรือรอยย่น
- ทาชั้นหลัก: ทาด้วยแปรงขนนุ่มหนา ลูกกลิ้งไม่เป็นขนปุย หรือเครื่องพ่นไร้อากาศ ควบคุมปริมาณตามระบบ และควรสลับทิศทางการทาแต่ละชั้นเพื่อลดจุดบาง
- ป้องกันระหว่างแห้ง: หลีกเลี่ยงฝน น้ำค้าง ฝุ่น ลมแรง และการเหยียบย่ำจนกว่าชั้นเคลือบจะแห้งตามกำหนด
อุณหภูมิแวดล้อมสำหรับการใช้งานตามเอกสารอยู่ที่ +5°C ถึง +35°C อุณหภูมิผลิตภัณฑ์และพื้นผิว +5°C ถึง +60°C พื้นผิวต้องสูงกว่าจุดหยาดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C และความชื้นสัมพัทธ์อยู่ในช่วง 5–80% การทำงานช่วงพื้นร้อนจัดอาจทำให้น้ำในระบบระเหยเร็วและเกิดรูเข็มจากไอน้ำที่ดันขึ้นมา จึงควรเลือกช่วงเวลาที่พื้นเย็นลงและไม่มีฝนใกล้เข้ามา
เคล็ดลับหน้างาน: แบ่งพื้นที่เป็นช่วงตามปริมาณวัสดุที่ควบคุมได้จริง ใช้ภาชนะชั่งน้ำหนักหรือคำนวณพื้นที่ต่อถัง และบันทึกจำนวนถังต่อพื้นที่ วิธีนี้ช่วยให้ตรวจได้ว่าทาครบอัตรา ไม่ใช่อาศัยเพียงการมองว่าสีปิดพื้นแล้ว
ต้องรอกี่ชั่วโมงก่อนทา LANKO 451 ชั้นถัดไป?
ระยะเวลารอขึ้นกับอุณหภูมิ ความชื้น ลม ความหนาของชั้น และการใช้ตาข่ายเสริมแรง เอกสารผลิตภัณฑ์ให้ค่าประมาณที่ความชื้นสัมพัทธ์ 50% ดังนี้ หากมีการเสริมแรง ให้รอประมาณ 24 ชั่วโมงที่ 20°C หรือ 12 ชั่วโมงที่ 30°C ส่วนระบบไม่มีการเสริมแรง รอประมาณ 6 ชั่วโมงที่ 20°C หรือ 4 ชั่วโมงที่ 30°C
| อุณหภูมิแวดล้อม | ระบบเสริมแรง | ระบบไม่เสริมแรง | ข้อสังเกต |
|---|---|---|---|
| 20°C / 50% RH | ประมาณ 24 ชั่วโมง | ประมาณ 6 ชั่วโมง | อากาศเย็นทำให้การแห้งช้าลง |
| 30°C / 50% RH | ประมาณ 12 ชั่วโมง | ประมาณ 4 ชั่วโมง | ตรวจว่าชั้นล่างแห้งจริงก่อนเคลือบทับ |
ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่เวลาตายตัวสำหรับทุกหน้างาน หากอากาศชื้นมาก ชั้นแรกทาหนา หรือพื้นที่ไม่มีลมถ่ายเท ต้องเพิ่มเวลารอ ในทางกลับกัน พื้นที่ร้อนจัดไม่ควรรีบทาทับเพียงเพราะผิวหน้าแห้งเร็ว เพราะเนื้อวัสดุด้านในอาจยังไม่แห้ง การเคลือบทับเร็วเกินไปอาจกักความชื้นและทำให้ชั้นฟิล์มมีตำหนิ
ระหว่างที่วัสดุแห้ง เอกสารยังแนะนำให้รักษาอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 8°C และความชื้นสัมพัทธ์ไม่เกิน 80% จนกว่าชั้นเคลือบจะแห้งสนิท หากพยากรณ์อากาศมีฝนหรือความชื้นสูงต่อเนื่อง ควรเลื่อนงานแทนการเสี่ยงให้ฝนชะชั้นเคลือบที่ยังไม่ก่อตัว
ข้อควรระวัง: กรณีไหน LANKO 451 อย่างเดียวไม่พอ?
แม้ LANKO 451 จะเป็นอะคริลิกกันซึมที่ยืดหยุ่นและทนยูวี แต่ทุกระบบมีขอบเขตการใช้งาน เอกสารระบุชัดว่าไม่เหมาะกับบริเวณที่มีน้ำขังตลอดเวลาและไม่เหมาะกับการแช่น้ำถาวร ดังนั้นดาดฟ้าที่มีแอ่งลึกหรือระบายน้ำไม่ได้ต้องปรับความลาดเอียงและแก้ท่อก่อน หากเพียงทาเคลือบลงในแอ่งเดิม ปัญหาความชื้นและการเสื่อมของระบบอาจกลับมา
| สภาพหน้างาน | คำแนะนำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| น้ำขังเป็นเวลานาน | แก้ความลาดเอียงและการระบายน้ำก่อน | LANKO 451 ไม่เหมาะกับน้ำขังต่อเนื่องหรือการแช่น้ำถาวร |
| ความชื้นดันจากใต้พื้น | หาต้นทางความชื้นและเลือกระบบที่รองรับ | ห้ามทาบนคอนกรีตที่ยังมีความชื้นเพิ่มขึ้นจากด้านล่าง |
| พื้นที่มีการเดินสัญจร | ต้องป้องกันด้วยวัสดุเหมาะสม | ไม่แนะนำให้ปล่อย LANKO 451 รับการเดินโดยตรง ควรมีชั้นป้องกัน เช่น กระเบื้อง แผ่นหิน หรือแผ่นไม้ |
| ทาบนแผ่นฉนวน | ต้องมีวัสดุกั้นกลาง | ไม่ควรทา LANKO 451 ลงบนแผ่นฉนวนโดยตรง |
| ปูกระเบื้องหรือปูนทับ | ออกแบบชั้นคั่นตามระบบ | ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ซีเมนต์ทับโดยตรง เอกสารแนะนำทรายควอตซ์แห้งเป็นตัวกั้นฤทธิ์ด่าง |
| รอยร้าวโครงสร้าง | ให้วิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญประเมิน | วัสดุกันซึมไม่ใช่วัสดุซ่อมกำลังรับแรงของโครงสร้าง |
อีกข้อที่มักพลาดคือการทาในช่วงพื้นร้อน เมื่อคอนกรีตมีอากาศและไอน้ำอยู่ในรูพรุน ความร้อนทำให้ก๊าซระบายออกและดันผ่านชั้นเคลือบ เกิดรูเข็มหรือรูตามด เอกสารจึงแนะนำให้ทาบนพื้นผิวที่มีแนวโน้มคายก๊าซในช่วงที่อุณหภูมิแวดล้อมและพื้นผิวต่ำลง
ไม่ควรซ่อมจากด้านใต้ฝ้าเป็นหลัก: การอุดหรือทาสีบริเวณท้องพื้นอาจหยุดหยดน้ำชั่วคราว แต่แรงดันและทางน้ำยังอยู่ในโครงสร้าง วิธีที่ถูกต้องคือหยุดน้ำจากด้านรับน้ำบนดาดฟ้า แล้วจึงรอให้พื้นที่เหนือฝ้าแห้ง ตรวจเชื้อราและเปลี่ยนวัสดุที่เสียหาย
สรุป: หยุดน้ำที่ดาดฟ้าก่อนซ่อมฝ้า แล้วทำระบบให้ครบความหนา
การแก้น้ำรั่วซึมจากดาดฟ้าลงฝ้าให้ยั่งยืนต้องทำสามเรื่องตามลำดับ คือหาทางน้ำเข้า ซ่อมพื้นและรายละเอียดที่เสียหาย แล้วสร้างระบบกันซึมต่อเนื่องในอัตราที่กำหนด LANKO 451 Roof Seal เหมาะกับงานลักษณะนี้เพราะเป็นอะคริลิกพร้อมใช้ ยืดหยุ่นมากกว่า 380% ทนรังสียูวี และใช้กับพื้นผิวที่พบได้ทั่วไปบนดาดฟ้า
สำหรับพื้นสภาพดีสามารถใช้ระบบทั่วไป 2–3 ชั้น ปริมาณรวมอย่างน้อย 1.4–2.1 กก./ตร.ม. ส่วนพื้นที่มีรอยต่อ การเคลื่อนไหว หรือความเสี่ยงสูงควรพิจารณาระบบเสริม LANKO Glass Fiber Mesh ปริมาณรวม 2.1–2.8 กก./ตร.ม. ไม่ว่าระบบใด การเตรียมพื้น ความแห้ง ช่วงอากาศ และการควบคุมปริมาณต่อชั้นคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้สเปกบนเอกสารเกิดขึ้นจริง
หลังหยุดรั่วแล้ว ควรเปิดตรวจพื้นที่เหนือฝ้า ทำให้แห้งสนิท กำจัดเชื้อราอย่างเหมาะสม ตรวจโครงคร่าวและระบบไฟฟ้า แล้วจึงเปลี่ยนฝ้าและทาสีใหม่ การทำตามลำดับนี้ช่วยลดโอกาสซ่อมฝ้าซ้ำและทำให้ตรวจได้ว่าระบบกันซึมใหม่ทำงานจริงก่อนปิดงานภายใน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: สเปกและวิธีใช้อ้างอิงจากเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ LANKO 451 Roof Seal (SOVACRYL) ฉบับเดือนมกราคม 2021 ที่ผู้ใช้แนบ และหน้า LANKO 451 Roof Seal บน Sika Thailand ควรตรวจเอกสารผลิตภัณฑ์ฉบับล่าสุดและทดสอบความเหมาะสมกับสภาพหน้างานก่อนใช้งานจริง
คำถามที่พบบ่อย
LANKO 451 Roof Seal ใช้แก้ดาดฟ้ารั่วลงฝ้าได้ไหม?
ใช้ได้เมื่อสาเหตุอยู่ที่ผิวดาดฟ้า รอยแตกร้าวขนาดเล็ก หรือระบบกันซึมเดิมเสื่อม และพื้นมีความแข็งแรง แห้ง และระบายน้ำได้ดี ต้องซ่อมรอยร้าวใหญ่ จุดต่อ และคอนกรีตเสียหายก่อนทาระบบกันซึม
LANKO 451 ต้องทากี่ชั้น?
ระบบกันซึมหลังคาทั่วไปทา 2 หรือ 3 ชั้น ใช้ผลิตภัณฑ์รวมอย่างน้อย 1.4–2.1 กก./ตร.ม. หากเป็นระบบเสริมตาข่าย ใช้ปริมาณรวมอย่างน้อย 2.1–2.8 กก./ตร.ม. ตามลำดับชั้นในเอกสารผลิตภัณฑ์
ถัง 20 กก. ทาได้กี่ตารางเมตร?
เชิงทฤษฎี ระบบทั่วไปที่ 1.4 กก./ตร.ม. ทาได้ประมาณ 14.3 ตร.ม. หากใช้ 2.1 กก./ตร.ม. จะได้ประมาณ 9.5 ตร.ม. ส่วนระบบเสริมแรง 2.1–2.8 กก./ตร.ม. ได้ประมาณ 7.1–9.5 ตร.ม. ยังไม่รวมการสูญเสียและรองพื้น
LANKO 451 ใช้เป็นรองพื้นอย่างไร?
สำหรับคอนกรีต ผนังก่ออิฐฉาบปูน และแผ่นซีเมนต์ ใช้ LANKO 451 เจือจางด้วยน้ำสะอาด 10% เอกสารระบุอัตราประมาณ 0.3–0.5 กก./ตร.ม. บนคอนกรีตและผนังฉาบ หรือประมาณ 0.3 กก./ตร.ม. บนแผ่นซีเมนต์
ทา LANKO 451 แล้วฝนตกได้เมื่อไร?
ควรเลือกช่วงที่ไม่มีฝนและป้องกันน้ำจนวัสดุแห้งสนิท เวลารอขึ้นกับอุณหภูมิ ความชื้น ความหนา และระบบเสริมแรง ไม่ควรอ้างเวลาเดียวสำหรับทุกพื้นที่ หากพยากรณ์มีฝนใกล้เข้ามาควรเลื่อนงาน
LANKO 451 ใช้กับดาดฟ้าที่มีน้ำขังได้ไหม?
ไม่เหมาะกับบริเวณที่มีน้ำขังเป็นเวลานานหรือการแช่น้ำถาวร ต้องปรับความลาดเอียง แก้แอ่ง และทำให้ท่อระบายน้ำทำงานได้ดีก่อนเริ่มระบบกันซึม
รอยร้าวทุกแบบใช้ LANKO 451 ทาทับได้หรือไม่?
ไม่ได้ ผลิตภัณฑ์มีความสามารถปิดรอยแตกร้าว 0.75 มม. แต่รอยร้าวขนาดใหญ่ รอยร้าวที่ยังเคลื่อนตัว หรือรอยร้าวโครงสร้างต้องซ่อมด้วยระบบที่เหมาะสมและอาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินก่อน
จำเป็นต้องใช้ LANKO Glass Fiber Mesh หรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกพื้นที่ แต่ควรใช้บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวสูง รอยต่อ รอยแตกร้าว มุม และจุดรายละเอียด สำหรับดาดฟ้าที่มีความเสี่ยงสูงหรือแตกร้าวกระจาย อาจเลือกเสริมแรงเต็มระบบตามเอกสารผลิตภัณฑ์
LANKO 451 เดินเหยียบเป็นพื้นใช้งานได้ไหม?
เอกสารไม่แนะนำให้ใช้เป็นผิวรับการสัญจรโดยตรง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรป้องกันด้วยวัสดุเหมาะสม เช่น กระเบื้อง แผ่นหิน หรือแผ่นไม้ และออกแบบชั้นป้องกันให้ไม่ทำลายระบบกันซึม
LANKO 451 มีสีและขนาดบรรจุอะไรบ้าง?
มีสีเทา สีขาว สีเขียว สีแดง และสีฟ้า บรรจุขนาด 5 กก. และ 20 กก. ต่อภาชนะ อายุผลิตภัณฑ์ 12 เดือนเมื่อเก็บอย่างถูกต้องในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิทและไม่เสียหาย
ซื้อ LANKO 451 Roof Seal ได้ที่ไหน?
ดูรายละเอียดสินค้าได้ที่ LANKO 451 Roof Seal ของ GY Asia หรือติดต่อทาง LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสินค้า ราคา และให้ทีมช่วยคำนวณปริมาณจากพื้นที่กับระบบที่ต้องการ
