อะคริลิคกันซึม คืออะไร? รู้จัก LANKO 451 Roof Seal
ACRYLIC WATERPROOFING TECHNOLOGY

อะคริลิคกันซึม คืออะไร? ทำความรู้จักเทคโนโลยีปกป้องบ้านใน LANKO 451 Roof Seal

แดดจัด ฝนสาด และการขยายตัวของพื้นดาดฟ้าสร้างรอยร้าวเล็ก ๆ ที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ LANKO® 451 Roof Seal คืออะคริลิคกันซึมชนิดยืดหยุ่น พร้อมใช้งาน ออกแบบให้เคลือบผิวเป็นเยื่อกันน้ำต่อเนื่อง เหมาะกับหลังคา ดาดฟ้า ระเบียง และผนังทั้งภายในและภายนอก

ยืดหยุ่นมากกว่า 380% ปิดรอยแตกร้าวได้ 0.75 มม. ทนรังสียูวี ปราศจากตัวทำละลาย
2-3 ชั้นระบบกันซึมหลังคาทั่วไป
1.4-2.1กก./ตร.ม. ปริมาณใช้รวมระบบทั่วไป
5 / 20 กก.ขนาดบรรจุที่มีให้เลือก
LANKO 451 Roof Seal อะคริลิคกันซึมชนิดยืดหยุ่น

LANKO® 451 Roof Seal

อะคริลิคกันซึมชนิดยืดหยุ่น พร้อมใช้งาน สำหรับคอนกรีต ผนังก่ออิฐฉาบปูน และแผ่นซีเมนต์ ใช้ได้กับผนัง ระเบียง ดาดฟ้า และหลังคา มีสีเทา สีขาว สีเขียว สีแดง และสีฟ้า

Quick Answer: อะคริลิคกันซึมคืออะไร และ LANKO 451 ช่วยอะไร?

คำตอบสั้น

อะคริลิคกันซึม คือวัสดุเคลือบผิวที่เมื่อแห้งแล้วจะสร้างชั้นฟิล์มหรือเยื่อกันน้ำต่อเนื่อง ยึดเกาะกับพื้นผิวและยืดตัวตามการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของอาคารได้ จึงเหมาะกับดาดฟ้า หลังคา ระเบียง และผนังที่ต้องรับแดดฝน โดย LANKO® 451 Roof Seal เป็นชนิดพร้อมใช้ ยืดหยุ่นมากกว่า 380% ทนรังสียูวี และรองรับรอยแตกร้าวได้ถึง 0.75 มม. ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์

หัวใจของระบบนี้ไม่ใช่แค่การ “ทาน้ำยาปิดรอยรั่ว” เฉพาะจุด แต่คือการสร้างชั้นกันซึมที่ต่อเนื่องทั่วบริเวณเสี่ยง ตั้งแต่พื้นราบ แนวพื้นชนผนัง มุม ขอบท่อ ระบายน้ำ ไปจนถึงรอยต่อ หากเตรียมพื้นผิวดี ใช้อัตราที่ถูกต้อง และรอให้แต่ละชั้นแห้งตามสภาพอากาศ ฟิล์มอะคริลิคจะช่วยลดช่องทางที่น้ำฝนใช้ซึมเข้าสู่โครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม อะคริลิคกันซึมไม่ใช่วัสดุแก้ปัญหาทุกชนิดในถังเดียว พื้นที่มีน้ำขังถาวร รอยร้าวโครงสร้างที่ยังเคลื่อนตัวมาก ความชื้นดันขึ้นจากด้านล่าง หรือพื้นที่สัญจรหนัก ต้องแก้สาเหตุและออกแบบระบบเสริมให้เหมาะสมก่อน

อะคริลิคกันซึม คืออะไร? เข้าใจเทคโนโลยีก่อนเลือกใช้

วัสดุกันซึมประเภทอะคริลิคเป็นระบบเคลือบผิวที่ใช้งานง่ายและเหมาะกับบ้านพักอาศัย เพราะสามารถทาด้วยแปรง ลูกกลิ้ง หรือเครื่องพ่นไร้อากาศได้ เมื่อวัสดุแห้ง น้ำในเนื้อผลิตภัณฑ์จะระเหยออก เหลือเป็นชั้นฟิล์มที่เกาะต่อเนื่องบนพื้นผิว ฟิล์มนี้ช่วยขวางทางน้ำ พร้อมรับการยืดหดของพื้นผิวจากความร้อนในระดับที่ผลิตภัณฑ์ออกแบบไว้

หลังคาและดาดฟ้าในประเทศไทยต้องเจอสภาวะเปลี่ยนแปลงมาก ช่วงกลางวันพื้นผิวอาจร้อนจัดและขยายตัว พอตกเย็นหรือฝนตกอุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว พื้นผิวจึงหดตัวซ้ำ ๆ รอยร้าวเส้นผมและรอยต่อเล็ก ๆ อาจเกิดขึ้นตามเวลา หากใช้วัสดุที่แข็งแต่ไม่ยืดหยุ่น ชั้นป้องกันอาจแตกร้าวตามพื้นเดิม ขณะที่อะคริลิคกันซึมที่มีความยืดหยุ่นจะช่วยรับการเคลื่อนไหวเล็กน้อยโดยยังรักษาความต่อเนื่องของฟิล์ม

สร้างเยื่อกันน้ำต่อเนื่อง

การทาหลายชั้นช่วยลดรอยต่อของวัสดุและครอบคลุมรายละเอียดบนพื้นผิวได้ดีกว่าการอุดเฉพาะจุด

ยืดหยุ่นตามพื้นผิว

LANKO 451 มีอัตราการยืดตัวสูง จึงเหมาะกับผิวที่เกิดการขยายและหดตัวเล็กน้อยจากอุณหภูมิ

ใช้งานพร้อมจากถัง

กวนผลิตภัณฑ์ให้ทั่วก่อนใช้ แล้วทาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม โดยไม่ต้องผสมสองส่วนให้ซับซ้อน

คำว่า “ยืดหยุ่น” ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แทนวัสดุอุดรอยต่อหรือซ่อมรอยร้าวขนาดใหญ่ได้ทั้งหมด รอยร้าวที่ยังเคลื่อนตัวควรได้รับการตรวจสาเหตุและซ่อมด้วยวัสดุที่เหมาะสม เช่น วัสดุยาแนวโพลียูรีเทน ก่อนสร้างระบบกันซึมทับหน้า

LANKO 451 Roof Seal ปกป้องบ้านจากน้ำรั่วซึมได้อย่างไร?

น้ำรั่วจากดาดฟ้าหรือหลังคาคอนกรีตมักไม่ได้เข้าทางรูขนาดใหญ่ที่มองเห็นง่ายเสมอไป หลายกรณีเริ่มจากรอยแตกร้าวเล็ก แนวพื้นชนผนัง รอบท่อ หรือผิวปูนที่มีรูพรุน น้ำฝนค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ชั้นปูนและสะสมอยู่ภายใน ก่อนปรากฏเป็นคราบชื้น สีพอง เชื้อรา หรือหยดน้ำที่ฝ้าเพดานด้านล่าง

LANKO 451 ช่วยปกป้องพื้นผิวผ่านคุณสมบัติสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การยึดเกาะกับคอนกรีตและปูนฉาบ การยืดตัวตามการเคลื่อนไหวเล็กน้อย การทนรังสียูวีสำหรับพื้นที่ภายนอก และการสร้างชั้นเคลือบไร้รอยต่อเมื่อทาครบระบบ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังปราศจากตัวทำละลาย จึงใช้งานสะดวกกับงานซ่อมและงานบ้านหลายประเภท

จุดเสี่ยงที่ควรเก็บรายละเอียดก่อนทาพื้นที่ใหญ่

  • รอยต่อพื้นกับผนัง: ควรลบมุมคมหรือทำบัวลบมุม เพื่อไม่ให้ฟิล์มถูกดึงตึงบนมุม 90 องศา
  • รอบท่อและช่องระบายน้ำ: ต้องทำความสะอาด ซ่อมช่องว่าง และทากันซึมให้ต่อเนื่องถึงขอบวัสดุ
  • รอยแตกร้าว: รอยใหญ่หรือรอยที่ยังร้าวไม่หยุดต้องซ่อมก่อน ไม่ควรหวังให้การทาทับเพียงอย่างเดียวหยุดการเคลื่อนตัว
  • จุดน้ำขัง: ควรแก้ความลาดเอียงและระบบระบายน้ำ เพราะผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะกับบริเวณที่มีน้ำขังเป็นเวลานานหรือแช่น้ำถาวร

มองเป็นระบบจะได้ผลกว่า: งานกันซึมที่ดีประกอบด้วยการหาต้นเหตุ ซ่อมพื้นผิว ทำรายละเอียดจุดเสี่ยง ลงรองพื้น ทาชั้นกันซึมตามปริมาณ และปกป้องผิวหลังงานเสร็จ ไม่ใช่พึ่งความหนาของน้ำยาเพียงอย่างเดียว

สเปกสำคัญของ LANKO 451 Roof Seal ที่ควรรู้

ข้อมูลค่าตามเอกสารผลิตภัณฑ์ความหมายต่อการใช้งาน
ประเภทผลิตภัณฑ์อะคริลิกกันซึมชนิดยืดหยุ่น พร้อมใช้งานกวนให้ทั่วก่อนใช้และทาได้จากถัง
อัตราการยืดตัวจนขาด380% ตาม ASTM D412ช่วยรองรับการยืดหดเล็กน้อยของพื้นผิว
กำลังรับแรงดึง> 1 MPa ที่ 7 วัน ตาม ASTM D412สะท้อนความแข็งแรงของฟิล์มหลังบ่ม
แรงยึดเกาะกับคอนกรีต> 0.5 N/mm² ที่ 7 วัน ตาม EN 1542พื้นผิวต้องสะอาด แข็งแรง และเตรียมถูกต้องจึงได้การยึดเกาะที่ดี
ความสามารถปิดรอยแตกร้าว0.75 มม.เหมาะกับรอยแตกร้าวขนาดเล็กตามขอบเขตผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่รอยร้าวโครงสร้างที่ยังเคลื่อนตัว
ความหนาแน่นประมาณ 1.3 กก./ลิตรใช้ประกอบการวางแผนขนส่งและปริมาณวัสดุ
ของแข็งโดยน้ำหนัก/ปริมาตรประมาณ 56% / 43%ชั้นเปียกจะลดความหนาลงเมื่อแห้ง จึงต้องทาตามปริมาณที่กำหนด
สีเทา ขาว เขียว แดง และฟ้าเลือกให้เข้ากับลักษณะพื้นที่และการตรวจสอบชั้นงาน
บรรจุภัณฑ์5 กก. และ 20 กก.เลือกขนาดตามพื้นที่และจำนวนชั้นที่ต้องทา
อายุผลิตภัณฑ์12 เดือนเมื่อเก็บถูกวิธีเก็บในที่แห้ง ไม่โดนแสงแดด และภาชนะต้องปิดสนิทไม่เสียหาย

ตัวเลขในตารางเป็นข้อมูลจากการทดสอบภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ผลจริงที่หน้างานอาจเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ ความชื้น ความพรุนของพื้นผิว ความหนาแต่ละชั้น และคุณภาพการเตรียมพื้น จึงควรยึดเอกสารผลิตภัณฑ์ฉบับล่าสุดและทดลองบริเวณเล็กก่อนทำพื้นที่ทั้งหมด

เลือกระบบกันซึม LANKO 451 แบบทั่วไปหรือแบบเสริมแรง?

เอกสารผลิตภัณฑ์แบ่งระบบหลักออกเป็น 2 รูปแบบ การเลือกไม่ควรดูเพียงขนาดพื้นที่ แต่ควรพิจารณาการเคลื่อนไหวของพื้น รอยแตกร้าว จุดรายละเอียด และสภาพการรับแดดฝนร่วมกัน

ระบบโครงสร้างการทำงานปริมาณใช้รวมความหนาฟิล์มแห้งเหมาะกับ
ระบบทั่วไปทา LANKO 451 จำนวน 2 หรือ 3 ชั้น≥ 1.4-2.1 กก./ตร.ม.≥ 0.4-0.7 มม.พื้นผิวแข็งแรง การเคลื่อนไหวไม่สูง และไม่มีรอยเสี่ยงซับซ้อนมาก
ระบบเสริมความแข็งแรงชั้นแรก + LANKO Glass Fiber Mesh + ชั้นทับ 1-2 ชั้น≥ 2.1-2.8 กก./ตร.ม.≥ 0.8-1.0 มม.บริเวณเคลื่อนไหวสูง จุดแตกร้าว รอยต่อ และรายละเอียดที่ต้องการเสริมแรง

ระบบทั่วไป

หลังรองพื้นแห้ง ให้ทาชั้นแรกประมาณ 0.7 กก./ตร.ม. รอให้แห้งตามช่วงเวลาที่เหมาะสม แล้วทาชั้นที่สองหรือชั้นเพิ่มเติมในอัตราประมาณ 0.7 กก./ตร.ม. ต่อชั้น ระบบนี้เน้นให้เกิดชั้นฟิล์มต่อเนื่องและมีความหนารวมตามสเปก

ระบบเสริม LANKO Glass Fiber Mesh

ทาชั้นแรกประมาณ 0.7-1.0 กก./ตร.ม. แล้วปูตาข่ายเสริมแรงให้เรียบ ไม่มีฟองอากาศหรือรอยย่น โดยแนวต่อของตาข่ายต้องซ้อนกันอย่างน้อย 5 ซม. จากนั้นทาชั้นที่สองขณะตาข่ายยังเปียกในอัตรา 0.3-0.5 กก./ตร.ม. และเมื่อระบบแห้งจึงทาชั้นบนสุดอีก 1 ชั้นหรือมากกว่าในอัตรา 0.6-0.7 กก./ตร.ม. ต่อชั้น

ข้อกำหนดสำคัญ: เอกสารระบุว่าไม่ควรใช้ LANKO 451 มากกว่า 0.75 กก./ตร.ม. ต่อการทา 1 ชั้นโดยไม่มีแผ่นใยเสริมแรง การทาหนาเกินไปในครั้งเดียวไม่ใช่ทางลัด เพราะผิวด้านบนอาจแห้งก่อนด้านในและกระทบคุณภาพของฟิล์ม

ใช้กับพื้นผิวและบริเวณใดได้บ้าง?

LANKO 451 ออกแบบสำหรับงานภายในและภายนอก ใช้ได้กับคอนกรีต ผนังก่ออิฐฉาบปูน และแผ่นซีเมนต์ โดยบริเวณใช้งานหลักคือผนัง ระเบียง ดาดฟ้า และหลังคา พื้นผิวต้องมีความแข็งแรงและไม่หลุดร่อนก่อนเริ่มระบบ

ดาดฟ้าคอนกรีต

เหมาะกับงานปรับปรุงชั้นกันซึมเมื่อพื้นแข็งแรง มีความลาดเอียง และไม่มีน้ำขังเป็นเวลานาน

หลังคาและแผ่นซีเมนต์

ติดตั้งแผ่นและรอยต่อตามมาตรฐานผู้ผลิตก่อน แล้วจึงทำระบบกันซึมและรายละเอียดจุดต่อ

ระเบียงและผนัง

ใช้ปกป้องผิวที่รับฝนสาดได้ แต่พื้นที่เดินผ่านควรมีวัสดุป้องกันผิวกันซึมอย่างเหมาะสม

สำหรับหลังคาที่อยู่ในสภาพเย็นเป็นเวลานานใกล้อุณหภูมิใช้งานขั้นต่ำ เอกสารแนะนำให้เสริม LANKO Glass Fiber Mesh เพื่อช่วยการยึดประสานรอยแตกร้าว ส่วนพื้นผิวชนิดอื่นนอกเหนือจากที่ระบุ ควรทดสอบการยึดเกาะและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน

การเตรียมพื้นผิว: ขั้นตอนที่กำหนดอายุงานกันซึม

แม้วัสดุจะมีความยืดหยุ่นสูง แต่ถ้าทาบนฝุ่น ตะไคร่น้ำ คราบน้ำมัน ปูนร่วน หรือพื้นชื้นเกินกำหนด ฟิล์มก็ไม่สามารถยึดเกาะได้เต็มประสิทธิภาพ การเตรียมพื้นจึงเป็นงานหลัก ไม่ใช่งานประกอบ

  1. ตรวจความแข็งแรง: พื้นผิวต้องแข็งแรง สะอาด และปราศจากคราบน้ำมัน สีเดิมที่หลุดร่อน ฝุ่น ตะไคร่น้ำ และเชื้อรา
  2. ซ่อมคอนกรีตเสียหาย: เอกสารแนะนำ LANKO 731 Structure Repair สำหรับบริเวณคอนกรีตที่เสียหาย โดยต้องซ่อมให้ได้รูปและบ่มตามระบบก่อน
  3. จัดการรอยร้าวที่ยังเคลื่อนตัว: รอยแตกร้าวขนาดใหญ่หรือยังร้าวไม่หยุดควรซ่อมด้วยวัสดุที่เหมาะสม เช่น LANKO 603 Polyurethane ตามคำแนะนำผลิตภัณฑ์
  4. ลบเหลี่ยมมุม: แนวพื้นชนผนัง มุมห้อง และสันคมควรทำบัวลบมุม เพื่อช่วยให้ชั้นกันซึมต่อเนื่องโดยไม่ถูกดึงตึง
  5. รอพื้นใหม่ให้พร้อม: ปูนฉาบใหม่และคอนกรีตควรมีอายุอย่างน้อย 7 วัน ส่วนคอนกรีตเก่าหลังล้างตะไคร่และเชื้อราควรปล่อยให้แห้งอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  6. ตรวจความชื้น: ความชื้นของพื้นผิวต้องไม่เกิน 6% โดยน้ำหนัก และต้องไม่มีความชื้นเพิ่มขึ้นจากด้านล่าง

รองพื้นด้วย LANKO 451 เจือจางน้ำ 10%

สำหรับคอนกรีตและผนังก่ออิฐฉาบปูน เอกสารระบุให้ใช้ LANKO 451 เจือจางด้วยน้ำสะอาด 10% เป็นชั้นรองพื้น ในอัตราประมาณ 0.3-0.5 กก./ตร.ม. ส่วนแผ่นซีเมนต์ใช้อัตราประมาณ 0.3 กก./ตร.ม. ค่าดังกล่าวเป็นค่าทฤษฎี ปริมาณจริงอาจสูงขึ้นเมื่อพื้นมีความพรุนหรือผิวหยาบ

ก่อนทาชั้นกันซึม ให้ตรวจว่ารองพื้นแห้งโดยใช้นิ้วแตะแล้ววัสดุไม่ติดนิ้ว หากรีบทาทับขณะรองพื้นยังเปียกหรือมีน้ำค้างบนผิว อาจเกิดการยึดเกาะไม่ดี ฟอง และรูเข็มตามมา

วิธีใช้ LANKO 451 Roof Seal ให้ครบระบบ

ผลิตภัณฑ์เป็นชนิดพร้อมใช้ แต่ต้องกวนในถังให้ทั่วประมาณ 1 นาทีก่อนเริ่มงาน เครื่องมือที่ใช้ได้ ได้แก่ แปรงขนหนาและนุ่ม ลูกกลิ้งที่ไม่เป็นขนปุย และเครื่องพ่นไร้อากาศ เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับขนาดพื้นที่และรายละเอียดหน้างาน

  1. เช็กพยากรณ์อากาศ: ไม่ควรเริ่มงานเมื่อมีโอกาสฝนตกก่อนชั้นเคลือบแห้ง และต้องควบคุมอุณหภูมิ/ความชื้นให้อยู่ในช่วงผลิตภัณฑ์
  2. ป้องกันพื้นที่ข้างเคียง: ใช้เทปกาวปิดกรอบประตู ท่อ หรือผิวตกแต่งที่ไม่ต้องการให้วัสดุติด
  3. ทารองพื้น: ใช้ LANKO 451 เจือจางน้ำสะอาด 10% ตามชนิดพื้นและอัตราที่ระบุ รอจนแตะแล้วไม่ติดนิ้ว
  4. เก็บรายละเอียดก่อน: ทำแนวมุม รอบท่อ รอยต่อ และบริเวณแตกร้าวให้เรียบร้อยก่อนทาพื้นราบทั้งหมด
  5. ทาชั้นแรก: กระจายวัสดุให้สม่ำเสมอตามอัตราระบบ ไม่ปล่อยให้เกิดแอ่งหนาเฉพาะจุด
  6. เสริมตาข่ายเมื่อจำเป็น: ฝัง LANKO Glass Fiber Mesh ขณะชั้นแรกยังเปียก รีดให้แนบ ไม่มีฟองหรือรอยย่น และซ้อนแนวต่ออย่างน้อย 5 ซม.
  7. รอและทาชั้นถัดไป: ทาแต่ละชั้นในทิศทางไขว้กันเมื่อทำได้ เพื่อช่วยตรวจพื้นที่ตกหล่นและสร้างฟิล์มสม่ำเสมอ
  8. ปล่อยให้แห้งและป้องกันผิว: กันฝน ฝุ่น น้ำค้าง และการสัญจรจนกว่าวัสดุจะแห้งเต็มที่
อุณหภูมิแวดล้อมรอเคลือบทับแบบเสริมแรงรอเคลือบทับแบบไม่เสริมแรง
+20°C / ความชื้นสัมพัทธ์ 50%ประมาณ 24 ชั่วโมงประมาณ 6 ชั่วโมง
+30°C / ความชื้นสัมพัทธ์ 50%ประมาณ 12 ชั่วโมงประมาณ 4 ชั่วโมง

เวลารอเป็นเพียงค่าประมาณ อากาศเย็น ความชื้นสูง ชั้นที่หนา หรือบริเวณอับลมทำให้แห้งช้าลงได้ ขณะเดียวกันอากาศร้อนจัดและพื้นผิวร้อนอาจเร่งการแห้งด้านบนจนทำงานต่อยาก จึงควรประเมินผิวจริงก่อนเคลือบทับทุกครั้ง

หลังใช้งาน ให้ล้างแปรง ลูกกลิ้ง และอุปกรณ์ด้วยน้ำทันที วัสดุที่แข็งตัวแล้วต้องขจัดออกด้วยเครื่องมือกลเท่านั้น

คำนวณปริมาณ LANKO 451 อย่างไรให้พอทั้งงาน?

วิธีคำนวณเบื้องต้นคือ พื้นที่ (ตร.ม.) × อัตราใช้รวมของระบบ (กก./ตร.ม.) แล้วเผื่อการสูญเสียจากความพรุน ความหยาบ มุม รายละเอียด และวัสดุค้างในเครื่องมือ ปริมาณทฤษฎีไม่รวมการสูญเสียหน้างาน

ตัวอย่างระบบทั่วไป 20 ตร.ม.

ใช้อัตรารวม 1.4-2.1 กก./ตร.ม. ต้องการวัสดุประมาณ 28-42 กก. ก่อนเผื่อสูญเสียและรองพื้น

ตัวอย่างระบบเสริมแรง 20 ตร.ม.

ใช้อัตรารวม 2.1-2.8 กก./ตร.ม. ต้องการวัสดุประมาณ 42-56 กก. ก่อนเผื่อสูญเสียและรองพื้น

อย่าคำนวณจากพื้นที่ราบอย่างเดียว

เพิ่มพื้นที่แนวตั้ง บัวลบมุม ขอบท่อ และรายละเอียดรอบพื้นที่เข้าไปด้วย เพื่อไม่ให้วัสดุหมดกลางงาน

หากพื้นที่มีผิวหยาบมากหรือซ่อมหลายจุด ควรทำพื้นที่ทดลอง 1 ตารางเมตรแล้วชั่งปริมาณจริง วิธีนี้ช่วยประมาณการได้แม่นกว่าการใช้ค่ากลางเพียงอย่างเดียว และยังใช้ตรวจว่าการเตรียมผิวกับเครื่องมือให้ความหนาสม่ำเสมอหรือไม่

ข้อควรระวังและข้อจำกัดก่อนใช้อะคริลิคกันซึม

การเลือกวัสดุให้ตรงกับสภาพใช้งานช่วยลดการซ่อมซ้ำ เอกสาร LANKO 451 ระบุข้อจำกัดที่ควรรู้ไว้ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องน้ำขัง ความชื้นพื้น และการปกป้องผิวในพื้นที่สัญจร

  • ไม่เหมาะกับน้ำขังหรือการแช่น้ำถาวร: ต้องแก้ความลาดเอียงและทางระบายน้ำก่อนทำระบบ
  • ห้ามทาบนคอนกรีตที่มีความชื้นดันขึ้น: แรงดันไออาจทำให้เกิดฟอง พอง หรือหลุดล่อนจากด้านล่าง
  • หลีกเลี่ยงการทาบนพื้นผิวร้อนจัด: การระเหยของไอน้ำจากพื้นอาจก่อให้เกิดรูเข็มหรือรูตามดบนฟิล์ม
  • ไม่ทาบนแผ่นฉนวนโดยตรง: ต้องมีวัสดุกั้นกลางที่เหมาะสมระหว่างฉนวนกับ LANKO 451
  • ไม่แนะนำเป็นผิวรับการเดินโดยตรง: ถ้าหลีกเลี่ยงการสัญจรไม่ได้ ควรป้องกันด้วยกระเบื้อง แผ่นหิน แผ่นไม้ หรือระบบที่เหมาะสม
  • อย่าวางวัสดุซีเมนต์ทับโดยตรง: เอกสารแนะนำให้ใช้ทรายควอตซ์แห้งเป็นชั้นกั้นจากวัสดุที่มีฤทธิ์เป็นด่าง และควรออกแบบระบบปูทับให้ครบถ้วน
  • ควบคุมสภาพแวดล้อม: ข้อมูลการใช้งานระบุอุณหภูมิแวดล้อม +5°C ถึง +35°C ความชื้นสัมพัทธ์ 5-80% และอุณหภูมิพื้นผิวต้องสูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 3°C

อย่าทาทับปัญหาโครงสร้าง: หากรอยร้าวกว้างขึ้นเรื่อย ๆ พื้นทรุด มีน้ำดันจากด้านล่าง หรือรั่วจากรอยต่ออาคาร ควรให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ต้นเหตุก่อน เพราะการเคลือบผิวอย่างเดียวอาจซ่อนอาการได้เพียงชั่วคราว

ระหว่างทำงานควรสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม และศึกษาข้อมูลสุขภาพ ความปลอดภัย การกำจัดวัสดุ และข้อควรระวังจากเอกสาร SDS ฉบับล่าสุดของผลิตภัณฑ์

สรุป: อะคริลิคกันซึมเหมาะเมื่อบ้านต้องการฟิล์มยืดหยุ่นรับแดดฝน

อะคริลิคกันซึมเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะกับการสร้างชั้นป้องกันน้ำแบบต่อเนื่องบนดาดฟ้า หลังคา ระเบียง และผนัง โดยเฉพาะงานที่ต้องการวัสดุใช้งานง่าย ทนรังสียูวี และยืดหยุ่นตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิว LANKO 451 Roof Seal เพิ่มความมั่นใจด้วยอัตราการยืดตัว 380% ความสามารถปิดรอยแตกร้าว 0.75 มม. และระบบการทาที่เลือกได้ทั้งแบบทั่วไปและแบบเสริมตาข่าย

ผลลัพธ์จะดีหรือไม่ยังขึ้นกับพื้นผิวและวิธีทำงานเป็นหลัก ต้องแก้น้ำขัง ซ่อมรอยร้าว เตรียมพื้น ลงรองพื้น ใช้ปริมาณต่อชั้นให้ถูกต้อง และรอให้แห้งตามสภาพจริง หากไม่แน่ใจว่าควรใช้ระบบทั่วไปหรือแบบเสริมแรง การส่งรูปหน้างาน ขนาดพื้นที่ และรายละเอียดจุดรั่วให้ทีมงานช่วยประเมินก่อนสั่งวัสดุ จะช่วยลดทั้งความเสี่ยงและวัสดุเหลือทิ้ง

แหล่งข้อมูล: เรียบเรียงจากเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ LANKO 451 ROOF SEAL (SOVACRYL), มกราคม 2021 Version 01.01 ที่ผู้ใช้แนบ และหน้า LANKO® 451 Roof Seal บนเว็บไซต์ Sika Thailand ควรตรวจเอกสารฉบับล่าสุดก่อนใช้งานจริงเสมอ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอะคริลิคกันซึม LANKO 451

อะคริลิคกันซึมต่างจากการทาสีทั่วไปอย่างไร?

อะคริลิคกันซึมถูกออกแบบให้สร้างชั้นฟิล์มป้องกันน้ำที่มีความยืดหยุ่นและใช้ตามความหนาระบบที่กำหนด ขณะที่สีทั่วไปเน้นการตกแต่งและอาจไม่มีความสามารถรับรอยแตกร้าวหรือปริมาณใช้สำหรับงานกันซึมเท่ากัน

LANKO 451 ใช้ทาดาดฟ้าได้ไหม?

ใช้ได้กับดาดฟ้าคอนกรีตที่แข็งแรง สะอาด แห้ง และมีการระบายน้ำเหมาะสม แต่ไม่เหมาะกับพื้นที่มีน้ำขังเป็นเวลานานหรือแช่น้ำถาวร จึงควรแก้ความลาดเอียงก่อนทำระบบ

LANKO 451 ต้องผสมน้ำก่อนใช้หรือไม่?

ตัวผลิตภัณฑ์เป็นชนิดพร้อมใช้ ให้กวนในถังประมาณ 1 นาทีก่อนทา การเจือจางน้ำสะอาด 10% ใช้สำหรับทำชั้นรองพื้นตามชนิดพื้นผิวและข้อมูลในเอกสารผลิตภัณฑ์ ไม่ควรเติมน้ำในชั้นกันซึมเพื่อให้ทาได้มากขึ้น

ต้องทา LANKO 451 กี่ชั้น?

ระบบทั่วไปทา 2 หรือ 3 ชั้น ปริมาณรวมอย่างน้อย 1.4-2.1 กก./ตร.ม. ส่วนระบบเสริม LANKO Glass Fiber Mesh ใช้ปริมาณรวมอย่างน้อย 2.1-2.8 กก./ตร.ม. จำนวนชั้นและปริมาณต้องสัมพันธ์กับระบบที่เลือก

LANKO 451 ปิดรอยร้าวได้กว้างเท่าไร?

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุความสามารถปิดรอยแตกร้าว 0.75 มม. แต่รอยร้าวขนาดใหญ่ รอยร้าวโครงสร้าง หรือรอยที่ยังเคลื่อนตัวต้องซ่อมด้วยวัสดุเฉพาะก่อน ไม่ควรทาทับโดยไม่ตรวจสาเหตุ

เมื่อไรควรใช้ตาข่าย LANKO Glass Fiber Mesh?

ควรพิจารณาใช้ในบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวสูง จุดแตกร้าว แนวรอยต่อ มุม และรายละเอียดที่ต้องการเสริมความแข็งแรง รวมถึงงานที่เลือกใช้ระบบกันซึมหลังคาแบบเสริมแรงเต็มพื้นที่

LANKO 451 ทาทับได้หลังจากกี่ชั่วโมง?

ที่ +20°C และความชื้นสัมพัทธ์ 50% เอกสารระบุเวลารอประมาณ 6 ชั่วโมงสำหรับระบบไม่เสริมแรง และ 24 ชั่วโมงสำหรับระบบเสริมแรง ส่วนที่ +30°C ระบุประมาณ 4 และ 12 ชั่วโมงตามลำดับ เวลาจริงเปลี่ยนได้ตามอุณหภูมิ ความชื้น และความหนา

LANKO 451 ใช้ในบริเวณที่เดินผ่านได้หรือไม่?

ไม่แนะนำให้ใช้เป็นผิวรับการสัญจรโดยตรง หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรมีวัสดุป้องกันที่เหมาะสม เช่น กระเบื้อง แผ่นหิน หรือแผ่นไม้ โดยออกแบบชั้นปูทับให้ไม่ทำลายระบบกันซึม

LANKO 451 มีสีและขนาดบรรจุอะไรบ้าง?

มีสีเทา สีขาว สีเขียว สีแดง และสีฟ้า ขนาดบรรจุ 5 กก. และ 20 กก. ควรตรวจสอบสีและสต็อกปัจจุบันกับผู้จำหน่ายก่อนสั่งซื้อ

ซื้อ LANKO 451 Roof Seal ได้ที่ไหน?

ดูข้อมูลและสั่งซื้อได้ที่หน้า LANKO 451 Roof Seal ของ GY Asia หรือติดต่อทาง LINE และโทรศัพท์เพื่อสอบถามราคา สต็อก และช่วยคำนวณปริมาณจากพื้นที่จริง

Similar Posts