5 ข้อดีของ SikaTop® Armatec®-110 EpoCem ที่ทำไมวิศวกรถึงเลือกใช้ในงานโครงการ
ในงานซ่อมคอนกรีตโครงการ สิ่งที่วิศวกรกังวลไม่ใช่แค่ “ปิดผิวให้สวย” แต่ต้องทำให้คอนกรีตเดิม ปูนซ่อมใหม่ และเหล็กเสริมทำงานร่วมกันได้อย่างมั่นใจ SikaTop® Armatec®-110 EpoCem จึงเป็นวัสดุที่ถูกเลือกใช้บ่อย เพราะเป็นทั้ง bonding primer และชั้นเคลือบป้องกันสนิมเหล็กเสริมในระบบเดียว มีข้อมูลสเปกชัดเจน และเหมาะกับงานซ่อมโครงสร้างที่ต้องควบคุมคุณภาพหน้างาน
SikaTop® Armatec®-110 EpoCem
วัสดุเคลือบ 3 ส่วนประกอบ ชนิดซีเมนต์ผสมอีพ็อกซี่เรซินและสารยับยั้งการกัดกร่อน ใช้เป็นชั้นประสานคอนกรีตเดิมกับปูนซ่อมใหม่ และใช้เคลือบป้องกันสนิมเหล็กเสริมในงานซ่อมคอนกรีต
Quick Answer: ทำไม SikaTop Armatec 110 EpoCem ถึงเหมาะกับงานโครงการ?
SikaTop® Armatec®-110 EpoCem เหมาะกับงานโครงการเพราะทำหน้าที่สำคัญได้ 2 อย่างในระบบซ่อมคอนกรีต คือ ช่วยประสานการยึดเกาะ ระหว่างคอนกรีตเดิมกับปูนซ่อมใหม่ และ ช่วยป้องกันการกัดกร่อนของเหล็กเสริม ก่อนซ่อมปิดผิว ข้อมูลจาก Sika ระบุว่าเป็นวัสดุ 3 ส่วนประกอบที่มี EpoCem® technology มี corrosion inhibitor ให้แรงยึดเกาะกับคอนกรีตและเหล็กดี ผ่าน EN 1504-7 และใช้ร่วมกับปูนซ่อม Sika MonoTop® ได้หลายรุ่น
ในมุมของวิศวกร งานซ่อมคอนกรีตที่ดีต้องควบคุมทั้งต้นเหตุและระบบชั้นวัสดุ หากมีเหล็กเสริมโผล่หรือคอนกรีตแตกร่อนจากสนิม การฉาบปูนซ่อมทับทันทีโดยไม่เตรียมเหล็กและไม่สร้างชั้นประสาน อาจทำให้ปูนซ่อมยึดเกาะไม่เต็มที่ หรือเกิดสนิมดันซ้ำในอนาคต สินค้าที่ทำหน้าที่เป็นชั้นกลางระหว่างโครงสร้างเดิมกับวัสดุซ่อมจึงมีความสำคัญมาก
บทความนี้สรุป 5 ข้อดีที่ทำให้ SikaTop Armatec 110 EpoCem ถูกเลือกในงานโครงการ พร้อมสเปก วิธีผสม วิธีทา อัตราการใช้ และข้อควรระวังที่ควรส่งต่อให้ทีมช่างก่อนเริ่มงานจริง
ทำไมวิศวกรให้ความสำคัญกับชั้นประสานและชั้นกันสนิม?
งานซ่อมคอนกรีตในอาคาร โรงงาน ลานจอดรถ สะพาน ระเบียง หรือโครงสร้างชายทะเล มักมีความเสียหายต่อเนื่องกันหลายชั้น เริ่มจากน้ำ ความชื้น คลอไรด์ หรือคาร์บอนไดออกไซด์ซึมเข้าสู่คอนกรีต ทำให้เหล็กเสริมเริ่มกัดกร่อน เมื่อเหล็กเป็นสนิมจะขยายตัวและดันคอนกรีตให้แตกร่อนออกมา ถ้าซ่อมโดยเน้นเฉพาะการอุดหรือฉาบผิว ปัญหาด้านในอาจยังอยู่และกลับมาทำลายชั้นซ่อมใหม่ได้
วิศวกรจึงต้องเลือกวัสดุที่ช่วยปิดจุดเสี่ยงก่อนลงปูนซ่อมจริง หนึ่งคือพื้นผิวคอนกรีตเดิมต้องมีชั้นประสานที่ช่วยให้ปูนใหม่จับกับผิวเก่าได้ดี สองคือเหล็กเสริมที่ทำความสะอาดแล้วต้องมีชั้นเคลือบที่ช่วยลดโอกาสเกิดการกัดกร่อนซ้ำ สินค้าที่ทำสองบทบาทนี้ได้ในตัวเดียวช่วยลดความซับซ้อนของระบบและทำให้การควบคุมคุณภาพหน้างานง่ายขึ้น
ช่วยให้ปูนซ่อมใหม่ยึดกับคอนกรีตเดิมได้เป็นระบบมากขึ้น
มี corrosion inhibitor และใช้เป็นชั้นเคลือบเหล็กก่อนซ่อมปิด
มีขั้นตอนผสม ทา เวลาเปิดทับ และอัตราใช้ให้ทีมงานอ้างอิง
5 ข้อดีของ SikaTop Armatec 110 EpoCem ในงานโครงการ
1. วัสดุเดียว ทำได้ทั้ง bonding primer และกันสนิมเหล็กเสริม
ข้อดีแรกคือความเป็นระบบ 2-in-1 SikaTop Armatec 110 EpoCem ใช้ได้ทั้งบนผิวคอนกรีตหรือมอร์ตาร์เดิมเพื่อเป็น bonding primer และใช้ทาบนเหล็กเสริมเพื่อเป็นชั้นป้องกันการกัดกร่อน ในงานโครงการที่ต้องซ่อมหลายจุด การลดจำนวนวัสดุเฉพาะทางที่ต้องจัดการช่วยให้สื่อสารกับทีมช่างง่ายขึ้น ลดโอกาสเลือกวัสดุผิดตำแหน่ง และทำให้เอกสาร method statement กระชับขึ้น
เมื่อใช้เป็น bonding primer ต้องทาให้เข้าไปในรูพรุนของพื้นผิวและลงปูนซ่อมแบบ wet on wet ภายในช่วงเวลาที่กำหนด ส่วนเมื่อนำไปเคลือบเหล็กเสริม ต้องทาประมาณ 1 มม. ต่อชั้น และทำอย่างน้อย 2 ชั้น รวมความหนาประมาณ 2 มม. วิธีคิดแบบนี้เหมาะกับงานโครงการที่ต้องการรายละเอียดชัดเจนตั้งแต่หน้างานจนถึงเอกสารตรวจรับ
2. มี EpoCem® technology และสารยับยั้งการกัดกร่อน
Sika ระบุว่าวัสดุนี้เป็น cementitious, epoxy resin compensated 3-component coating material พร้อม corrosion inhibitor จุดนี้ทำให้สินค้าไม่ได้เป็นเพียงน้ำยาทารองพื้นทั่วไป แต่เป็นชั้นเคลือบที่ออกแบบมาเพื่องานซ่อมคอนกรีตโดยเฉพาะ การมีส่วนผสมของซีเมนต์ อีพ็อกซี่เรซิน มวลคัดขนาด และสารเติมแต่งช่วยให้วัสดุมีความเข้ากันได้กับระบบมอร์ตาร์ซ่อมคอนกรีตและมีแรงยึดเกาะที่ดี
สำหรับงานที่เหล็กเสริมเริ่มเป็นสนิม เช่น เสาโรงงาน คานอาคารเก่า ขอบพื้นระเบียง หรือพื้นลานจอดรถที่มีความชื้น การทำความสะอาดเหล็กแล้วทาวัสดุที่มีสารยับยั้งการกัดกร่อนช่วยให้ระบบซ่อมมีความน่าเชื่อถือมากกว่าการปิดทับด้วยปูนซ่อมเพียงอย่างเดียว
3. ยึดเกาะดี ใช้กับคอนกรีตและเหล็กได้
ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุจุดเด่นเรื่อง excellent adhesion to concrete and steel และค่า tensile adhesion strength ≥ 1.5 N/mm² หรือ MPa หลัง 28 วัน ตาม EN 1542 สำหรับวิศวกร ตัวเลขด้านการยึดเกาะมีความสำคัญ เพราะงานซ่อมคอนกรีตมักล้มเหลวที่รอยต่อระหว่างวัสดุเก่ากับวัสดุใหม่ หากชั้นกลางยึดเกาะไม่ดี ต่อให้ปูนซ่อมมีกำลังสูงก็ยังอาจหลุดร่อนเป็นแผ่นได้
การเลือกใช้วัสดุที่ออกแบบมาให้ยึดเกาะกับทั้งคอนกรีตและเหล็กจึงช่วยปิดช่องว่างของระบบ โดยเฉพาะงานซ่อมที่มีเหล็กเสริมโผล่และต้องซ่อมกลับด้วยมอร์ตาร์โครงสร้าง เช่น กลุ่ม Sika MonoTop®-412 series หรือมอร์ตาร์ซ่อมในระบบที่ผู้ผลิตแนะนำ
4. มีช่วงเวลาทำงานยาว วางแผนหน้างานได้ง่าย
SikaTop Armatec 110 EpoCem มี pot life ประมาณ 3 ชั่วโมงที่ +20 °C ซึ่งเป็นข้อดีในงานที่ต้องใช้ช่างทาหลายพื้นที่หรือพื้นที่มีรายละเอียดมาก เช่น เหล็กเสริมจำนวนมาก มุมเสา ท้องคาน หรือพื้นผิวที่ต้องกดวัสดุให้เข้าโพรงผิว อย่างไรก็ตาม ในอุณหภูมิสูงแบบหน้างานไทย เวลาทำงานจริงอาจสั้นลง ทีมงานจึงควรผสมเท่าที่ใช้ทันและวางลำดับการทากับการลงปูนซ่อมให้ชัด
ข้อมูล waiting time to overcoating ช่วยให้วางแผนได้แม่นขึ้น เช่น เมื่อต้องใช้เป็น bonding primer ที่ +20 °C สามารถลงปูนซ่อมภายในเวลาสูงสุดประมาณ 2 ชั่วโมง และที่ +30 °C ประมาณ 1 ชั่วโมง ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้หัวหน้างานรู้ว่าควรเตรียมวัสดุชั้นถัดไปก่อนเริ่มทา ไม่ใช่ทารองพื้นเสร็จแล้วค่อยเริ่มผสมปูนซ่อมทีหลัง
5. เข้ากับระบบซ่อม Sika และมีเอกสารอ้างอิงชัดเจน
งานโครงการต้องการความมั่นใจเรื่องระบบวัสดุ เอกสาร Sika ระบุว่า SikaTop Armatec 110 EpoCem เป็นส่วนหนึ่งของระบบซ่อมที่สอดคล้องกับมาตรฐาน EN 1504 และใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ซ่อมคอนกรีตในกลุ่ม Sika ได้ เช่น Sika MonoTop®-352 series, Sika MonoTop®-412 series และ Sika MonoTop®-723 N การเลือกวัสดุที่อยู่ในระบบเดียวกันทำให้การเสนออนุมัติวัสดุ การทำ mock-up และการควบคุมคุณภาพหน้างานง่ายขึ้น
นอกจากนี้ยังมีรายงานทดสอบที่เกี่ยวข้องกับ EN 1504-7 การใช้งานภายใต้ dynamic loading และการทดสอบแรงเฉือนระหว่างคอนกรีตเก่ากับคอนกรีตใหม่ สำหรับงานที่มีที่ปรึกษา เจ้าของโครงการ หรือฝ่ายตรวจรับ การมีข้อมูลอ้างอิงเหล่านี้ช่วยให้การตัดสินใจเลือกวัสดุมีน้ำหนักมากกว่าการเลือกจากราคาเพียงอย่างเดียว
สเปกสำคัญและอัตราการใช้งานที่ควรรู้
| หัวข้อ | ข้อมูลจากผลิตภัณฑ์ | ความหมายต่อหน้างาน |
|---|---|---|
| บรรจุภัณฑ์ | ชุด 20 กก. ประกอบด้วย A 1.14 กก. + B 2.86 กก. + C 16 กก. | เป็นระบบ 3 ส่วนประกอบ ต้องผสมตามชุด ไม่แบ่งสัดส่วนแบบเดาสุ่ม |
| สีหลังผสม | สีเทาเข้ม | ช่วยตรวจสอบการทาให้คลุมเหล็กและผิวคอนกรีตได้ง่าย |
| ความหนาแน่น | ประมาณ 2.0 กก./ลิตร ที่ 23 °C | ใช้ประกอบการประมาณปริมาณวัสดุและควบคุมชั้นทา |
| Pot life | ประมาณ 3 ชั่วโมง ที่ +20 °C | ควรวางทีมให้พร้อม โดยเฉพาะวันที่อากาศร้อน |
| อุณหภูมิใช้งาน | อากาศและพื้นผิว +5 °C ถึง +30 °C | ควรเลี่ยงแดดจัด ลมแรง และฝนระหว่างวัสดุยังสด |
| แรงยึดเกาะดึง | ≥ 1.5 N/mm² หลัง 28 วัน | เหมาะกับงานที่ต้องการชั้นประสานที่ตรวจสอบสเปกได้ |
| อัตราใช้กันสนิมเหล็ก | ประมาณ 2 กก./ตร.ม./ชั้น ที่ความหนา ~1 มม. รวมขั้นต่ำ 2 ชั้น | ต้องคำนวณตามพื้นที่ผิวเหล็ก ไม่ใช่พื้นที่พื้นหรือผนังอย่างเดียว |
| อัตราใช้เป็น bonding primer | มากกว่า 1.5-2.0 กก./ตร.ม./มม. ขึ้นกับสภาพพื้นผิว | พื้นหยาบ รูพรุน หรือซึมน้ำมากจะใช้วัสดุมากขึ้น |
ข้อแนะนำ: ถ้าเป็นงานโครงการขนาดใหญ่ ควรทำพื้นที่ทดลองเพื่อดูอัตราการใช้จริง เพราะพื้นคอนกรีตที่พรุนมาก เหล็กเสริมหลายชั้น หรือรายละเอียดมุมเยอะ อาจใช้วัสดุมากกว่าค่าประมาณในเอกสาร
วิธีผสมและวิธีใช้งาน SikaTop Armatec 110 EpoCem
การเตรียมผิวคอนกรีตและเหล็กเสริม
คอนกรีตเดิมต้องแข็งแรง สะอาด ปราศจากฝุ่น คราบน้ำมัน วัสดุหลวม สีเดิม หรือสิ่งปนเปื้อนที่ลดการยึดเกาะ ส่วนคอนกรีตที่แตกร่อนหรือเสื่อมสภาพต้องสกัดออกจนถึงเนื้อที่มั่นคง หากต้องลงปูนซ่อมต่อ ควรทำให้พื้นผิวอยู่ในสภาพชุ่มน้ำแบบ SSD คือชื้นแต่ไม่มีน้ำขังบนผิว
เหล็กเสริมต้องกำจัดสนิม สเกล คราบปูน และวัสดุหลวมออกให้มากที่สุด เอกสารผลิตภัณฑ์ระบุการทำความสะอาดเหล็กถึงระดับ SA 2 ตาม ISO 8501-1 ด้วย abrasive blast cleaning หรือ high pressure water-blasting ตามความเหมาะสมของหน้างาน การข้ามขั้นตอนนี้จะทำให้ชั้นเคลือบเกาะบนสนิมหรือผิวหลวมแทนที่จะเกาะบนเหล็กจริง
การผสม
- ใช้สว่านกวนรอบต่ำ น้อยกว่า 250 rpm เพื่อลดการดึงอากาศเข้าเนื้อวัสดุ
- เขย่าส่วน A และส่วน B ให้ทั่วก่อนเปิดภาชนะ
- เทส่วน A และ B ลงในถังผสมที่สะอาด แล้วผสมประมาณ 30 วินาที
- ค่อย ๆ เติมผงส่วน C ระหว่างเครื่องผสมทำงาน
- ผสมรวมอย่างน้อย 3 นาที แล้วพักวัสดุ 5-10 นาที จนได้เนื้อที่ทาได้และหยดตัวเล็กน้อย
ห้ามเติมน้ำ: ระบบ A+B+C ถูกออกแบบสัดส่วนไว้แล้ว การเติมน้ำเพื่อให้ทาลื่นขึ้นอาจลดแรงยึดเกาะ ความหนาแน่น และประสิทธิภาพการป้องกันสนิม
การทาเป็นชั้นกันสนิมเหล็กเสริม
ใช้แปรงขนแข็งปานกลางหรือเครื่องพ่นที่เหมาะสม ทาชั้นแรกหนาประมาณ 1 มม. ให้คลุมเหล็กที่ทำความสะอาดแล้วโดยรอบ เมื่อชั้นแรกแข็งพอไม่ติดเล็บ โดยประมาณ 2-3 ชั่วโมงที่ +20 °C จึงทาชั้นที่สอง จากนั้นลงปูนซ่อมแบบ wet on dry เพื่อไม่ให้ชั้นป้องกันถูกปาดออกระหว่างปั้นหรือฉาบปูนซ่อม
การทาเป็น bonding primer
ทาบนพื้นผิวคอนกรีตหรือมอร์ตาร์ที่เตรียมแล้ว โดยกดวัสดุให้เข้าไปในรูพรุนและโพรงผิวให้ทั่ว ความหนาขั้นต่ำประมาณ 0.5 มม. จากนั้นลงปูนซ่อมแบบ wet on wet ภายในช่วงเวลาที่กำหนด วัสดุที่ทาแล้วต้องได้รับการป้องกันจากฝน ฝุ่น และสิ่งปนเปื้อนจนกว่าจะลงปูนซ่อมหรือเซ็ตตัวเพียงพอ
| อุณหภูมิ | เวลารอสูงสุดก่อนลงปูนซ่อม | แนวทางวางแผน |
|---|---|---|
| +5 °C | 6 ชั่วโมง | อากาศเย็นมีเวลารอนานขึ้น แต่การเซ็ตตัวช้าลง |
| +10 °C | 5 ชั่วโมง | ควบคุมฝุ่นและน้ำระหว่างรอให้ดี |
| +20 °C | 2 ชั่วโมง | ใช้เป็นค่ากลางสำหรับวาง schedule หน้างาน |
| +30 °C | 1 ชั่วโมง | หน้างานไทยควรเตรียมปูนซ่อมและทีมงานให้พร้อมก่อนทา |
เช็กลิสต์ก่อนเลือกใช้ในงานโครงการ
ก่อนเสนอ SikaTop Armatec 110 EpoCem ใน BOQ หรือ method statement ควรเก็บข้อมูลหน้างานให้ครบ เพื่อให้เลือกปูนซ่อมชั้นถัดไปและคำนวณจำนวนชุดได้ใกล้เคียงจริงมากที่สุด โดยเฉพาะงานซ่อมโครงสร้างที่พื้นที่เสียหายไม่สม่ำเสมอ
แยกพื้นที่คอนกรีตที่จะทา primer และพื้นที่ผิวเหล็กที่จะเคลือบกันสนิม
ตรวจน้ำซึม คลอไรด์ คาร์บอเนชัน หรือแรงกระแทก เพื่อไม่ให้ซ่อมปลายเหตุ
ถ้าเหล็กสูญเสียหน้าตัดมาก ต้องให้วิศวกรประเมินก่อนซ่อมปิด
เลือก Sika MonoTop หรือมอร์ตาร์ซ่อมให้เหมาะกับความลึก ตำแหน่ง และแรงที่รับ
วางลำดับทา primer และลงปูนซ่อมตามอุณหภูมิจริงของหน้างาน
เตรียมอุปกรณ์กันฝน ฝุ่น ลมแรง และการปนเปื้อนก่อนวัสดุพร้อมรับชั้นถัดไป
ข้อควรระวังที่ควรแจ้งทีมช่างก่อนเริ่มงาน
แม้วัสดุจะมีสเปกดี แต่ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อหน้างานทำตามขั้นตอน โดยเฉพาะการเตรียมผิวและการควบคุมเวลา ปัญหาที่พบบ่อยในงานซ่อมคอนกรีตคือรีบปิดงานเร็วเกินไป ขัดสนิมไม่ถึงผิวเหล็กจริง ทาวัสดุบางเกินไป หรือปล่อยให้ฝนและฝุ่นปนเปื้อนก่อนลงปูนซ่อม สิ่งเหล่านี้ทำให้ชั้นประสานและชั้นป้องกันทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ต้องขัดหรือพ่นทำความสะอาดให้ถึงผิวเหล็กที่มั่นคงก่อน
การเติมน้ำทำให้สัดส่วนระบบผิดและลดคุณสมบัติที่ออกแบบไว้
เมื่อใช้เป็น primer ต้องลงปูนซ่อมภายในเวลารอสูงสุดตามอุณหภูมิ
สภาพอากาศรุนแรงทำให้เวลาทำงานและคุณภาพผิวเปลี่ยนได้
ทำความสะอาดด้วยน้ำขณะวัสดุยังสด วัสดุแข็งแล้วต้องกำจัดเชิงกล
เตรียมถุงมือ แว่นตา และการระบายอากาศให้เหมาะกับพื้นที่ทำงาน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ข้อมูลสเปก วิธีผสม อัตราการใช้ เวลาเปิดทับ และข้อควรระวังอ้างอิงจากหน้า SikaTop® Armatec®-110 EpoCem® บน Sika Thailand และเอกสารผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจเอกสารฉบับล่าสุดและประเมินหน้างานจริงก่อนใช้งานทุกครั้ง
สรุป: เหตุผลที่ SikaTop Armatec 110 EpoCem เป็นตัวเลือกที่คุ้มในงานซ่อมโครงการ
ถ้าต้องสรุปให้สั้น SikaTop® Armatec®-110 EpoCem เป็นวัสดุที่ช่วยให้การซ่อมคอนกรีตมีระบบมากขึ้น เพราะช่วยจัดการสองจุดเสี่ยงหลักพร้อมกัน คือการยึดเกาะระหว่างคอนกรีตเดิมกับปูนซ่อมใหม่ และการป้องกันเหล็กเสริมจากการกัดกร่อนซ้ำ จุดเด่นด้าน EpoCem® technology, corrosion inhibitor, การผ่าน EN 1504-7, แรงยึดเกาะที่ตรวจสอบได้ และการใช้งานร่วมกับระบบ Sika MonoTop® ทำให้สินค้าเหมาะกับงานที่ต้องการคุณภาพและเอกสารอ้างอิงชัดเจน
สำหรับผู้รับเหมาและเจ้าของโครงการ การเลือกใช้วัสดุนี้ไม่ได้หมายความว่าจะข้ามขั้นตอนการเตรียมผิวหรือการประเมินโครงสร้างได้ ตรงกันข้าม ยิ่งเป็นงานโครงการยิ่งต้องทำความสะอาดเหล็กและคอนกรีตให้ถูกต้อง ผสมตามสัดส่วน ไม่เติมน้ำ ทาให้ได้ความหนา และลงปูนซ่อมภายในเวลาที่เหมาะสม เมื่องานหน้าชั้นกลางทำได้ดี ปูนซ่อมชั้นต่อไปจึงมีโอกาสทำงานได้เต็มระบบและลดความเสี่ยงซ่อมซ้ำในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
SikaTop Armatec 110 EpoCem ใช้ทำอะไร?
ใช้เป็นวัสดุสำหรับงานซ่อมคอนกรีต ทำหน้าที่ได้ทั้งเป็น bonding primer บนคอนกรีตหรือมอร์ตาร์เดิม และเป็นชั้นเคลือบป้องกันการกัดกร่อนของเหล็กเสริมก่อนลงปูนซ่อมใหม่
ทำไมวิศวกรถึงเลือกใช้ในงานโครงการ?
เพราะมีข้อมูลสเปกชัดเจน ใช้ได้สองบทบาทในระบบเดียว มี EpoCem® technology และ corrosion inhibitor ผ่าน EN 1504-7 ให้แรงยึดเกาะดี และใช้ร่วมกับระบบซ่อม Sika MonoTop® ได้หลายรุ่น จึงเหมาะกับงานที่ต้องการเอกสารและการควบคุมคุณภาพ
ต้องทากี่ชั้นเมื่อนำไปเคลือบกันสนิมเหล็กเสริม?
เอกสารระบุให้ทาประมาณ 1 มม. ต่อชั้น และรวมขั้นต่ำ 2 ชั้น หรือประมาณ 2 มม. โดยอัตราใช้ประมาณ 2 กก./ตร.ม./ชั้น ทั้งนี้ขึ้นกับพื้นที่ผิวเหล็กและรายละเอียดหน้างาน
ใช้เป็น bonding primer ต้องลงปูนซ่อมเมื่อไร?
ควรลงปูนซ่อมแบบ wet on wet ภายในเวลารอสูงสุดตามอุณหภูมิ เช่น +20 °C ประมาณ 2 ชั่วโมง และ +30 °C ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงควรเตรียมปูนซ่อมและทีมงานให้พร้อมก่อนทา
ผสมแล้วต้องเติมน้ำไหม?
ไม่ต้องเติมน้ำ และไม่ควรเติมน้ำ ให้ผสมส่วน A และ B ก่อนประมาณ 30 วินาที จากนั้นค่อยเติมผงส่วน C ผสมรวมอย่างน้อย 3 นาที แล้วพัก 5-10 นาทีจนได้เนื้อที่ทาได้
ใช้กับปูนซ่อม Sika รุ่นใดได้บ้าง?
Sika ระบุว่าสินค้านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบซ่อมที่เกี่ยวข้องกับ Sika MonoTop®-352 series, Sika MonoTop®-412 series และ Sika MonoTop®-723 N รวมถึงเข้ากันได้กับปูนซ่อม Sika MonoTop® ส่วนใหญ่ แต่ควรเลือกตามความลึก ตำแหน่ง และลักษณะงานจริง
ถ้าเหล็กเสริมผุมาก ทา SikaTop Armatec แล้วจบไหม?
ไม่ควรสรุปว่าจบ หากเหล็กเสริมสูญเสียหน้าตัดมากหรือเป็นโครงสร้างรับน้ำหนัก ต้องให้วิศวกรประเมินการเสริมกำลังหรือเปลี่ยนเหล็ก เพราะวัสดุเคลือบช่วยป้องกันและประสานระบบซ่อม แต่ไม่ได้คืนหน้าตัดเหล็กที่หายไป
ซื้อ SikaTop Armatec 110 EpoCem ได้ที่ไหน?
สามารถดูรายละเอียดสินค้าได้ที่หน้า SikaTop Armatec 110 EpoCem ของ GY Asia หรือติดต่อผ่าน LINE และโทรศัพท์เพื่อเช็กสต็อก ราคา และคำนวณปริมาณจากหน้างานจริง
